นิวคาสเซิ่ล ภายใต้เจ้าของใหม่ ยังไม่มีทีท่าว่าอะไรจะดีขึ้นเท่าไหร่ เสริมทัพคนแรกของพวกเขาคือ คีแรน ทริพเพียร์ ที่แน่นอนว่าเป็นนักเตะระดับท็อปคุณภาพและทัศนคติของ ทริพเพียร์ ดูจะเหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมใหม่หลายคน
ทันทีที่ย้ายมาเขาก็ได้โอกาสลงสนามเลย และนั่นเป็นเกมที่โชว์ให้เห็นความแตกต่างอย่างไรก็ตาม มันกลับเป็นเกมที่น่าลืมอย่างที่สุดเมื่อ นิวคาสเซิ่ล แพ้คาบ้านต่อ เคมบริดจ์ ยูไนเต็ด ทีมจากลีก วัน 0-1 ตกรอบ เอฟเอ คัพหลายคนมองว่ามนตร์ขลังของ เอฟเอ คัพ ยังอยู่ เรื่องราวแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ยังมีให้เห็นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปีจะมีทีมใหญ่โดนทีมเล็กกว่ามาก เขี่ยตกรอบนี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่นิวคาสเซิ่ล ต้องอับอายพ่ายแพ้ให้กับทีมระดับ Minnow ที่ฝรั่งชอบใช้ซึ่งหากแปลเป็นไทยตรงตัว หลายคนอาจมองว่าเป็นการดูถูก เพราะมันแปลได้ว่า “ปลาซิวปลาสร้อย”


อีกหนึ่งเหตุการณ์คลาสสิกของสาลิกาดง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2011 หรือ 11 ปีก่อนเป๊ะๆ กับวันที่พวกเขาโดนเคมบริดจ์ อัดคาบ้านฤดูกาล 2010/11 ผลงานของนิวคาสเซิ่ล เริ่มต้นได้ดี แต่มาแย่ต่อเนื่องในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ทำให้มีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็น อลัน พาร์ดิวหลังรับงาน พาร์ดิว ใช้เวลาไม่นานก็จูนทีมติด ชนะ 3 จาก 5 เกมลีก ก่อนถึงโปรแกรมไปเยือน “สตีฟเนจ โบโร่” ในศึก เอฟเอ คัพ วันที่ 8 มกราคม 2011สำหรับ สตีฟเนจ แล้วถือเป็นทีมที่ก่อตั้งมาได้ไม่นาน ณ วันนั้น พวกเขาเป็นสโมสรที่มีอายุเพียง 35 ปี


คริส เดย์ นายทวารมือ 1 ของพวกเขา เกิดก่อนก่อตั้งสโมสร 1 ปีด้วยซ้ำที่ผ่านมา พวกเขาใช้ชีวิตในระดับนอกลีกมาตลอด จนกระทั่งปี 2010/11 ก็ได้เลื่อนเข้าสู่ ลีก ทู เป็นครั้งแรก นั่นคือฤดูกาลแรกในประวัติศาสตร์ของ สตีฟเนจ โบโร่ ฟุตบอล คลับ ในการเล่นลีกอาชีพเต็มตัว (พรีเมียร์ ลีก จนถึง ลีก ทู) ก่อนการเจอกัน ทั้งสองทีมมีความห่างกันถึง 73 อันดับ เพราะขณะที่ นิวคาสเซิ่ล อยู่อันดับ 9 ของพรีเมียร์ ลีก ในวันนั้น แต่ สตีฟเนจ เป็นเพียงทีมกลางตารางของ ลีก ทู


สำหรับ นิวคาสเซิ่ล อาจมองเกมนี้อย่างผิวเผิน ไม่ได้ให้ความสำคัญนัก คิดว่าก็แค่ทีมลีก ทู เตะให้มันผ่านๆ เข้ารอบไปซะ เพื่อเอาสมาธิมาทุ่มในเกมลีกต่อทว่ากับ สตีฟเนจ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น การเล่นในบ้านที่ บรอดฮอลล์ เวย์ ทำให้เกมนั้นตั๋วขายเกลี้ยงทุกใบ สถิติสูงสุดของฤดูกาลที่ 6,644 คน ทีมเล็ก มุ่งมั่นที่จะล้มทีมใหญ่เสมอใน เอฟเอ คัพ ที่สำคัญ พวกเขามีความแค้นฝังลึกอยู่กับนิวคาสเซิ่ลมานานใน เอฟเอ คัพ ตั้งแต่ปี 1997/98
ตอนนั้น ทั้งสองทีมโดนจับมาเจอกันใน เอฟเอ คัพ รอบ 4 เล่นที่บ้านของ สตีฟเนจ แบบนี้เลยเคนนี่ ดัลกลิช กุนซือนิวคาสเซิ่ล ตอนนั้นสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลสตีฟเนจมาก เมื่อขอให้เกมย้ายวิก มาเตะกันที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ดีกว่า เพราะสนามของสตีฟเนจ ที่ตอนนั้นเป็นเพียงทีมนอกลีก ไม่ได้มาตรฐานเพียงพอสมาคมฟุตบอลไม่บ้าจี้ตาม เกมก็เตะกันที่บ้านสตีฟเนจตามเดิม


อลัน เชียเรอร์ พานิวคาสเซิ่ล นำตั้งแต่ 3 นาทีแรกแต่ จูเลียโน่ กราซิโอลี่ ก็ตีเสมอให้เจ้าถิ่นได้ เกมจบที่ 1-1 ต้องไปรีเพลย์ที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค สมใจดัลกลิชแน่นอนว่า นิวคาสเซิ่ล เป็นฝ่ายชนะไปหวุดหวิด 2-1 แต่ประตูนึงของพวกเขาจาก อลัน เชียเรอร์ มาจากการโหม่งที่บอลยังไม่ข้ามเส้นทั้งใบมันมีคดีกันแบบนี้ ทำให้การเจอกัน ณ วันที่ 8 มกราคม 2011 นักเตะสตีฟเนจ และแฟนบอลถึงมุ่งมั่นกันสุดๆ
สตีฟเนจ มาแบบ 4-4-2 วัดกันตำแหน่งต่อตำแหน่งเลย ไม่ได้มาเล่นอุด หรือเน้นหลังเน้นกลาง พวกเขามี คริส เบียร์ดสลี่ย์ เป็นกองหน้าชื่อนี้ทำให้แฟนนิวคาสเซิ่ลคุ้นหูบ้าง แต่จริงๆ ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ อดีตกองหน้าขวัญใจสาลิกาดงแต่อย่างใดจุดสำคัญของสตีฟเนจคือมิดฟิลด์คู่กลางที่มีความห้าวและเล่นกันอย่างรู้ใจ จอห์น มูซินโญ่ นักเตะเชื้อสายโปรตุกีส และ ไมเคิ่ล บอสท์วิคส่วนนิวคาสเซิ่ล จัดเต็มเกือบฟูลทีมทิม ครูล, แดนนี่ ซิมพ์สัน, ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่, ไมค์ วิลเลียมสัน, เจมส์ เพิร์ช, โจอี้ บาร์ตัน, เควิน โนแลน, อลัน สมิธ, เวย์น เราท์เล็ดจ์, ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส, ลีออน เบสท์สตีฟเนจ เปิดเกมด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่เล่นกล้าๆ กลัวๆ มาเน้นรับ พวกเขาเพรสซิ่งสูงใส่ผู้มาเยือนจากพรีเมียร์ ลีก ทันที


หลังจากเล่นไปได้สักพัก สตีฟเนจ ก็มั่นใจว่าเกมนี้พวกเขามีโอกาสชนะ”เราเป็นรองเยอะแบบสุดกู่เลย และเหมือนต่อยข้ามรุ่นอยู่แล้ว ผมคิดว่ามันก็มีส่วนช่วยนะ” จอห์น มูซินโญ่ พูดถึงเกมนั้น ซึ่ง สตีฟเนจ มองว่าพวกเขาไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ต้องกดดัน”เรามั่นใจกันก่อนเกมแล้ว แต่หลังจากผ่านไป 15-20 นาที เราพบว่าเฮ้ยนิวคาสเซิ่ล เล่นไม่มีอะไรเลย และเราสามารถทำให้มันเป็นค่ำคืนที่ยากลำบากให้พวกเขาได้แน่”
“ผมจำได้ถึงบรรยากาศเกมนั้นว่ามันสุดยอดมาก เราไม่เสียประตูเร็ว และจบครึ่งแรกยัง 0-0 ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่าเรามีโอกาสที่จะพลิกล็อกได้” เริ่มครึ่งหลัง สตีฟเนจ ยิ่งมั่นใจ พวกเขามาได้ประตูนำในนาทีที่ 50 จากการยิงไกลของ สเตซี่ ลอง แล้วบอลพุ่งไปโดนหัว ไมค์ วิลเลียมสัน เปลี่ยนทางเข้าประตูไปอีก 5 นาทีต่อมา จากความมุ่งมั่นวิ่งเพรสซิ่งสูงของพวกเขา สตีฟเนจ ก็หนีไป 2-0 บอลมาถึง ไมเคิ่ล บอสท์วิค แต่งมายิงหักข้อจาก 20 หลา บอลวิ่งชนโคนเสาซ้ายมือเข้าไปตุงตาข่าย
สถานการณ์ของนิวคาสเซิ่ล แย่เข้าไปอีกในนาทีที่ 58 เมื่อ ชีค ติโอเต้ ที่โดนส่งลงมาเป็นสำรองแทนที่ อลัน สมิธ ดันไปกระโดดเสียบใส่ จอห์น แอชตัน กองหลังสตีฟเนจ ทำให้โดนใบแดงไล่ออกจากสนามทันทีเหลือ 10 คน ตาม 0-2 นิวคาสเซิ่ล ที่ดูเหมือนไม่มีหวังแล้ว ก็กลับมากระตุกนิดๆ ในนาทีที่ 90+2 เมื่อ โจอี้ บาร์ตัน ได้จังหวะสับไกจาก 30 หลา ลูกพุ่งเสียบใต้คานอย่างงาม ไล่มา 1-2 หากเป็นทีมเล็กทั่วไป พวกเขาอาจจะสั่น เมื่อทีมใหญ่ไล่กระชั้นเข้ามา แต่ไม่ใช่กับสตีฟเนจ ในค่ำคืนวันนั้นพวกเขายังเล่นด้วยความมั่นใจ และเมื่อเขี่ยบอลกันใหม่ได้อึดใจเดียว ในนาทีที่ 90+3 สตีฟเนจ ก็หนีไปอีกครั้งเป็น 3-1 จาก ปีเตอร์ วินน์ ที่ได้บอลหลุดแล้วดีดเร็วสวนตัว ทิม ครูล เข้าไป
มันกลายเป็นประตูฝังกลบ นิวคาสเซิ่ลสนิทสตีฟเนจ โบโร่ สร้างตำนานแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ขึ้นอีกครั้ง เราเคยเห็นทีมเล็กๆ เอาชนะทีมใหญ่แบบหวุดหวิด โชคเป็นใจ หรือกระเสือกกระสนดิ้นรน จนวินาทีสุดท้ายเพราะโดนกดหัวอยู่ข้างเดียวทว่ามันไม่ใช่กับเกมนี้ที่ สตีฟเนจ สมควรเป็นผู้ชนะจริงๆ พวกเขาเล่นได้ดีสุดๆ
คนที่เจ็บใจที่สุดของนิวคาสเซิ่ล คือ โจอี้ บาร์ตัน เพราะไม่ใช่แค่ทีมแพ้ตกรอบ แต่มีการเปิดเผยในภายหลังว่าเขาควักเงิน 750 ปอนด์ แทงว่านิวคาสเซิ่ลจะชนะแม้จะเป็นเงินไม่เยอะ แต่คงกะเล่นสนุกๆ และกะว่าได้เงินแน่ๆ เจอทีมลีก ทู แบบนี้ แน่นอนว่าการเล่นพนันของนักฟุตบอลในเกมที่เกี่ยวข้องกันกับทีมตัวเองเป็นความผิด ในภายหลังเรื่องถึงแดงขึ้นมาว่า บาร์ตัน ทำบ่อยมาก จนโดนลงโทษในช่วงปี 2016
สำหรับ สตีฟเนจ พวกเขาก็ไปไม่ได้ไกลนัก เพราะในรอบต่อไปพวกเขาก็แพ้ให้กับเรดดิ้ง 1-2ส่วนนิวคาสเซิ่ล 17 นัดในลีก หลังจากนั้น พวกเขาชนะแค่ 3 เกม และจบด้วยอันดับ 12 ของพรีเมียร์ ลีกอย่างน้อยพวกเขาก็ยังอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ ลีก ได้แบบสบายๆ ในปี 2011ส่วนในปี 2022 นี้ ตกรอบเอฟเอ คัพ ด้วยทีมเล็กห่างชั้น ทว่าในลีก ยังไม่แน่ว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ด้วยซ้ำ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here