ฟุตบอลโลก 1966 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ชาติเจ้าภาพ ได้แก่อังกฤษ โดนนานาประเทศรุมสาปแช่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ สาเหตุเพราะอังกฤษ อวดอ้างเสมอว่าตัวเอง เป็นประเทศต้นกำเนิดของฟุตบอล แต่พอต้องรับบทบาทเจ้าภาพฟุตบอลโลกขึ้นมาจริงๆ กลับจัดงานได้ย่ำแย่มากๆ จนกลายเป็นความทรงจำร้ายๆ ของแทบทุกชาติที่มาร่วมแข่งขันด้วย
ตัวอย่างเช่น ทีมชาติบราซิล แชมป์โลกเมื่อ 4 ปีก่อน (1962) ตั้งแต่พอเครื่องบินลงจอดที่สนามบินฮีทโธรว ตามปกติชาติเจ้าภาพต้องมีรถบัสมารับนักเตะไปโรงแรม แต่ปรากฏว่าอังกฤษไม่ได้เตรียมคนขับรถไว้ให้ ต้องให้นักเตะบราซิลรอกันเป็นชั่วโมง จนวุ่นวายกันไปหมด วันต่อมา พอนักเตะบราซิล ลงไปซ้อมตามกำหนดการ ปรากฏว่า สนามเบิร์นเดน พาร์ก ในเมืองโบลตัน หญ้าก็ยาวเกินไป แถมยังไม่มีเสาประตูอีกต่างหาก แล้วแบบนี้มันจะซ้อมกันยังไง
เรื่องนอกสนามว่าป่วนแล้ว ในสนามก็มีปัญหาเยอะไม่แพ้กัน ในรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก บราซิลชนะบัลแกเรีย 2-0 ในนัดนี้ เปเล่ นักเตะขวัญใจอันดับหนึ่งของชาวบราซิลโดนคู่แข่งเตะจนน่วม หนักถึงขนาดเกมต่อมาที่เจอฮังการี เขาลงเล่นไม่ได้ แต่ที่น่าประหลาดก็คือ นัดนั้นกรรมการไม่แจกใบเหลืองให้ฝั่งบัลแกเรียแม้แต่ใบเดียว ด้วยความที่ไม่มีเปเล่ ทำให้บราซิลแพ้ฮังการีในเกมต่อมา และในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม บราซิล ต้องทำศึกตัดสินการเข้ารอบกับโปรตุเกส โดยในเกมการแข่งขัน บราซิลยิงได้ 2 ประตูแบบใสสะอาด แต่โดนผู้ตัดสิน จอร์จ แม็คเคบ ชาวอังกฤษปฏิเสธทั้ง 2 ลูก สุดท้ายเลยเป็นโปรตุเกส ที่ไล่ยิงจนเอาชนะไป 3-1
ความพ่ายแพ้ต่อโปรตุเกส ทำให้บราซิลเต็ง 1 ของรายการตกรอบ จนคนทั่วโลกด่าเจ้าภาพอังกฤษยับเยินว่า จงใจเขี่ยบราซิลออกไปหรือเปล่า เพื่อที่ตัวเองจะได้มีโอกาสไปถึงแชมป์อย่างสดใส เรื่องนี้นักเตะบราซิลต่างเซ็งกันจริงๆ ถ้าวัดกันในสนามพวกเขาไม่กลัว แต่พอมีเรื่องนี้ เรื่องนั้น วุ่นวายไปหมด มันก็รู้สึกเฟล อย่างเปเล่ ตอนบินกลับไปถึงบราซิลแล้ว เขาระบายความรู้สึกทันทีว่า การต้องเจอเล่ห์เหลี่ยมแปลกๆ ที่อังกฤษ ทำเขาหมดกำลังใจจะเตะฟุตบอลไปพักหนึ่งเลยทีเดียว


ยิ่งไปกว่านั้น เกมการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย กับอังกฤษ และอาร์เจนติน่าก็มีดราม่า เมื่อผู้ตัดสินชาวเยอรมันตะวันตก ไล่อันโตนิโอ รัตติน กัปตันอาร์เจนติน่าออกจากสนามอย่างน่ากังขา ในนาทีที่ 35 ซึ่งตัวรัตตินก็ไม่ยอมออกจากสนาม ยื้อกันไปมา 9 นาที แต่สุดท้ายฝั่งอาร์เจนติน่าก็ต้องยอมเล่น 10 คน ด้วยตัวที่เป็นรองตลอดครึ่งหลัง ทำให้อาร์เจนติน่าต้านไม่อยู่ จบเกมอังกฤษชนะ 1-0 โดยรัตตินคนที่โดนไล่ออก ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “มันชัดเจนอยู่แล้ว ว่ากรรมการแอบใส่เสื้อทีมชาติอังกฤษไว้ข้างใน”
สื่อทั่วโลก ใครๆ ก็ด่าอังกฤษกันทั้งนั้น อย่างหนังสือพิมพ์ อิล มาสซาเจโร่ จากอิตาลีพาดหัวข่าวว่า “Scandal in London” ขณะที่ยูเซบิโอ กองหน้าโปรตุเกสกล่าวว่า “กรรมการเหมือนจะเห็นแค่ผู้เล่นอาร์เจนติน่าที่ทำฟาวล์ แต่กลับไม่เห็นความผิดของนักเตะอังกฤษเลยสักครั้ง”
เข้าสู่เกมรอบรองชนะเลิศ อังกฤษเจอโปรตุเกส ซึ่งเกมนี้อังกฤษนำไปก่อน 2-0 โดยทั้งสองลูกได้ประตูจากบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ดูแล้วก็น่าจะชนะได้ง่ายๆ
แต่แล้วนาทีที่ 82 โปรตุเกสบุกขึ้นมาบ้าง ก่อนที่โชเซ่ ตอร์เรส จะโหม่งบอลผ่านผู้รักษาประตู กอร์ดอน แบงค์สไปแล้ว บอลกำลังจะเข้าประตู แต่แจ๊คกี้ ชาร์ลตัน กองหลังอังกฤษ กระโดดเอามือตบบอลจากหน้าโกล์ไปดื้อๆ ตามหลัก ใช้มือป้องกันลูกที่กำลังจะเข้า ต้องเป็นใบแดงสถานเดียว แต่กรรมการปิแอร์ ชวินเต้ จากฝรั่งเศส ชี้จุดโทษก็จริง แต่ไม่ไล่แจ๊คกี้ ชาร์ลตันออกจากสนาม ยูเซบิโอ กองหน้าโปรตุเกสยิงจุดโทษเข้าไป ให้ทีมไล่มาเป็น 2-1 แต่ช่วงเวลาที่เหลือยิงเพิ่มไม่ได้ อังกฤษเลยชนะไปอย่างหวุดหวิดด้วยสกอร์ 2-1
หลายคนย้อนไปคิดถึงจังหวะแฮนด์บอลลูกนั้น อังกฤษควรเหลือ 10 คนชัดๆ และโปรตุเกสก็มีโอกาสใช้เวลาเกือบ 10 นาทีที่เหลือไล่บดตีเสมอได้ เพราะเหลือตัวมากกว่า แต่พอ 11 ต่อ 11 เท่ากัน โปรตุเกสก็เลยเจาะไม่ได้ แพ้ไปในที่สุด จบเกมนั้น ยูเซบิโอเดินร้องไห้ออกจากสนามด้วยความเจ็บใจ แน่นอน เมื่อมีดราม่าติดๆกัน อังกฤษหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะโดนครหาว่าโกงอีกครั้ง แต่พวกเขาก็ไม่สน เดินหน้าลุยต่อในรอบชิงชนะเลิศ โดยลงเล่นกับเยอรมันตะวันตก


ในรอบชิง ทั้งสองทีมเล่นได้สูสี ก่อนเสมอกัน 2-2 ในเวลาปกติ ต้องไปต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาทีเพื่อตัดสินหาผู้ชนะจริงๆ อังกฤษโดนสื่อต่างชาติจับตามองเรื่องกรรมการเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเป็นรอบชิงอีก คงจะมาตุกติกอะไรกันไม่ได้ง่ายๆ แต่แล้วก็เกิดดราม่าสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์นัดชิงฟุตบอลโลกจนได้ กับ “Ghost Goal” หรือ “ประตูที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง”นาทีที่ 101 น็อบบี้ สไตล์ จ่ายบอลให้ปีกขวา อลัน บอล สปรินท์ตัวไปจนเกือบสุดเส้นหลัง เขารีบครอสบอลทันทีก่อนที่แบ็กซ้ายของเยอรมัน คาร์ล-ไฮน์ซ ชเนลลิงเกอร์ จะไล่บอลทัน บอลพุ่งเข้าเท้าหัวหอก เจฟฟ์ เฮิร์สอย่างแม่นยำ เฮิร์สแต่งบอลด้วยขวา แล้วตะบันเต็มข้อทันที บอลพุ่งแสกหน้า ผ่านนายทวารฮันส์ ทิลคอฟสกี้ ชนคานเต็มแรง แล้วเด้งลงพื้น ในจังหวะนั้นดูยากมากๆ ว่าข้ามเส้นหรือยัง ซึ่งพอบอลเด้งลงพื้นปั๊บ โรเจอร์ ฮันท์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษที่อยู่หน้าโกล์ ชูมือหราเลย เพื่อบอกกรรมการว่ามันเข้าไปแล้ว แต่กองหลังเยอรมัน โวล์ฟกัง เว็บเบอร์ ไม่สนใจเห็นบอลยังไม่ตุงตาข่าย ก็วิ่งมาเคลียร์ออกหลังไป
คำถามคือ ลูกนี้กรรมการควรให้ประตูอังกฤษ หรือจะให้เป็นแค่ลูกเตะมุมดี จริงๆ ในจังหวะนั้น จากภาพช้าที่ถูกนำมาเจาะลึกอย่างละเอียดในภายหลัง ก็เห็นอยู่ว่าบอลเข้าไม่เต็มใบ และตามกฎของฟีฟ่า ยืนยันแต่แรกอยู่แล้วว่า ลูกที่จะได้ประตูต้องเข้า “เต็มใบ” เท่านั้น แต่ปัญหาคือยุคนั้นยังไม่มี VAR และไม่มีโกลไลน์เทคโนโลยี แปลว่าทุกอย่างจะอยู่ที่ดุลยพินิจของผู้ตัดสินกับไลน์แมนเท่านั้น ว่าคิดเห็นอย่างไร
ผู้ตัดสินก็อตต์ฟรีด ดีนส์ จากสวิตเซอร์แลนด์ เดินไปปรึกษากับโทฟิก บาครามอฟ ไลน์แมนชาวโซเวียต ทั้งสองคนเริ่มคุยกัน และเมื่อบาครามอฟบอกว่า “บอลข้ามเส้นแล้ว” กรรมการก็เป่าให้เป็นประตูของอังกฤษทันที ผู้เล่นเยอรมันมารุมล้อมเต็มไปหมดเพื่อประท้วงว่ามันจะไปเข้าได้ยังไง ก็เห็นๆอยู่ว่า บอลกระเด้งลงมาโดนเส้นชอล์กที่ตีไว้ อาจจะเข้าไป 70-80% แต่มันยังไม่ข้ามทั้งหมดใบแน่ๆ
อูเว่ ซีเลอร์ กัปตันทีมเยอรมันกล่าวว่า “ผมยืนอยู่ในกรอบเขตโทษ และเห็นด้วยตาตัวเองว่าบอลมันยังไม่ข้ามเส้น ตอนที่กรรมการให้ประตู เราไม่เข้าใจกันเลยว่า คุณให้ประตูไปได้ยังไง”การประท้วงกินเวลาสักพัก แต่ก็ไม่เป็นผล กรรมการยืนยันสกอร์ 3-2 อยู่ดี และเมื่อถึงจุดนั้น ฝั่งเยอรมันก็ถอดใจแล้ว ก่อนจะมาโดนปิดกล่องจากเจฟฟ์ เฮิร์ส และทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ยิงแฮตทริกได้ในนัดชิงฟุตบอลโลก
จบเกมการแข่งขัน อังกฤษชนะ 4-2 คว้าแชมป์โลกสมัยแรกของตัวเองไปครอง ท่ามกลางเสียงเชียร์อันกึกก้องของแฟนบอลในเวมบลีย์
แต่แน่นอน ว่าจากดราม่าที่เกิดขึ้นตลอดทัวร์นาเมนต์ ทำให้อังกฤษ โดนประณามจากหลายชาติ ว่าเป็นผู้จัดการแข่งขันที่แย่ และหวังแต่จะให้ตัวเองชนะอย่างเดียว โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
หนังสือพิมพ์ เปรเซนเซีย ของโบลิเวีย เขียนว่า “เมื่อก่อน อังกฤษเคยถูกชื่นชมในโลกฟุตบอล แต่วันนี้มีคนจำนวนมากเลิกชอบพวกเขาแล้ว นั่นเพราะชัยชนะอันสกปรกที่พวกเขาสร้างขึ้น และมันเห็นได้ชัดว่าพวกเขาจงใจจะมีเล่ห์เหลี่ยมกับประเทศจากลาตินอเมริกาเป็นพิเศษ อังกฤษอาจจะเป็นแชมป์โลก แต่พวกเขาไม่ใช่ประเทศที่มีวัฒนธรรม มีการศึกษา และมีความเป็นสุภาพบุรุษมากพอ” ขณะที่หนังสือพิมพ์ อวันติ ของอิตาลีพาดหัวข่าวสรุปสั้นๆ แต่ตรงประเด็นว่า “ช่างเป็นฟุตบอลโลกที่เละเทะอะไรขนาดนี้”
ในภาพรวม อังกฤษจึงโดนชาติต่างๆ สาปแช่งอย่างหนัก ตั้งแต่ปี 1966 เป็นต้นมา จากภาพลักษณ์ของ Home of Football ที่ดูสง่างาม กลายมาเป็นตัวโกงและไม่ได้รับการเชียร์อีกต่อไป คือกว่าจะเรียกศรัทธามาได้ ก็ผ่านไปอีกหลายปีทีเดียว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here