ย้อนกลับไปชีวิตของ ซานติอาโก้ กาซอร์ล่า กอนซาเลซ เติบโตขึ้นมาในเมืองอัสตูเรียส ในประเทศสเปน ส่วนเส้นทางลูกหนังเขาเริ่มต้นกับทีมในท้องถิ่นอย่าง ด้วยวัยเพียง 8 ขวบ เท่านั้น ก่อนที่หลังจากนั้นราว 4 ปี จะย้ายไปร่วมทัพ เรอัล โอเบียโด้ ซึ่งด้วยฝีเท้าที่เก่งเกินกว่าอายุไปมาก ทำให้ไปเข้าตาแมวมองของ บียาร์เรอัล ที่ซุ่มดูฟอร์มนักเตะดาวรุ่งอยู่ในตอนนั้น


สุดท้ายทัพ “เรือดำน้ำ” ก็จัดการปิดดีลได้สำเร็จ กาซอร์ล่า ในวัย 19 ปี ได้โอกาสกับทีมระดับชั้นนำของสเปน ซึ่งแน่นอนว่าช่วงเริ่มต้นเขาต้องไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับทีมชุด เบ ของสโมสรก่อน ซึ่งนับตั้งแต่ซีซั่น 2003-04 ที่ กาซอร์ล่า ได้มีโอกาสประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ ก่อนที่หลังจากนั้นจะเริ่มก้าวขึ้นมามีบทบาทกับทีมมากขึ้น ได้โอกาสมากขึ้น แต่ทว่าก็ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในช่วงซัมเมอร์ 2006 อูเอลบา ได้ทำการยื่นข้อเสนอซื้อตัวเขาไปร่วมทัพ ซึ่งมีมูลค่าค่าตัวอยู่ที่ราว 600,000 ยูโร แต่ทว่าทาง บียาร์เรอัล ก็ไม่ประมาทได้ใส่ออฟชั่นซื้อกลับสู่ทีมไว้ในสัญญาด้วย


หนึ่งซีซั่นกับ อูเอลบา ทางด้าน กาซอร์ล่า สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมสถาปนาตัวเองเป็นตัวหลักของทีมได้ทันที พร้อมสถิติลงสนาม 34 นัด ซัดไป 5 ประตู และด้วยฝีเท้าที่ร้อนแรงทำให้ บียาร์เรอัล จัดการใช้ออฟชั่นที่ใส่ไว้ พร้อมจ่ายเงิน 1.2 ล้านยูโร เพื่อกระชากดาวเตะรายนี้กลับสู่ทีมอีกครั้ง ซึ่งการกลับสู่ทัพ “เรือดำน้ำสีเหลือง” ในครั้งนี้เขาสามารถพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ พร้อมเป็นกำลังสำคัญของสโมสร แน่นอนว่าเครื่องการันตีในฝีเท้าคือการมีชื่อติดทัพสเปน และเป็นหนึ่งในขุมกำลังชุดคว้าแชมป์ยูโรทั้ง 2 สมัย ในปี 2008 และ 2012


และด้วยฝีเท้าที่ได้รับการยอมรับทำให้ในช่วงซัมเมอร์ 2011 มาลาก้า ที่เป็นเจ้าบุญทุ่มอยู่ช่วงเล็กๆ ในประเทศสเปน จัดการยื่นข้อเสนอ 23 ล้านยูโร พร้อมคว้าตัว กาซอร์ล่า ไปร่วมทัพ ซึ่งเวลาหนึ่งฤดูกาลกับสโมสรแห่งนี้ กาซอร์ล่า ก็ยังคงความยอดเยี่ยมเอาไว้ได้ จัดการสอยไป 9 ประตู พ่วงด้วย 8 แอสซิสต์ จากการลงสนามทุกรายการ 42 เกม
แต่ทว่าด้วยปัญหาฝืดเคืองด้านการเงินของ มาลาก้า ทำให้ในช่วงปี 2012 พวกเขาจำเป็นต้องปล่อยสตาร์บางคนออกจากทีม และ กาซอร์ซ่า ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกขายให้กับ อาร์เซนอล ด้วยค่าตัว 19 ล้านยูโร ซึ่งแน่นอนว่าชีวิตในอังกฤษของเขาถือว่าราบรื่นโชว์ผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมลูกเล่นที่ชวนแฟนบอลเพลิดเพลินไปกับความสวยงาม จนถึงขั้นทำให้ อาร์แซน เวนเกอร์ ต้องออกมาชื่นชมฝีเท้าของลูกทีมว่าเปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ และความชาญฉลาด


แต่แล้วช่วงเวลาที่สวยงามกำลังจะจางหายไป เพราะปัญหาก้อนโตใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามาหา กาซอร์ล่า แบบไม่ทันได้ตั้งตัว
ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2016 เกมที่ อาร์เซน่อล พบกับ ลูโดโกเร็ตส์ ทางด้าน กาซอร์ล่า มีปัญหาอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าจนถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม ซึ่งจากคาดการณ์คิดว่าคงไม่ได้เป็นอะไรมากใช้วิธีการรักษาเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มาก็คงกลับมาโลดแล่นในสนามได้ตามเดิม


แต่ทว่าสิ่งที่คิดนั้นมันช่างแตกต่างกับความเป็นจริง จากผลการตรวจละเอียดในบ่งบอกว่าอาการที่เขาเจ็บในครั้งนี้มันต้องผ่าตัดซึ่งมันเป็นจุดที่เขาเคยผ่ามาแล้วกว่า 10 ครั้ง ก่อนที่จะพบว่าต้นเหตุของอาการเจ็บที่รุนแรงนี้เป็นผลมาจาก อาการเจ็บที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งการรักษาในครั้งนั้นมันยังไม่หายดี แต่เขากลับลงสนามไปไล่หวดลูกหนังแบบไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก และยิ่งใช้งานมันหนักขึ้นในทุกๆ ขวบปี อาการก็สะสมจนร่างกายไม่อาจต้านทานไหว


ซึ่งสิ่งที่โชคร้ายไปกว่านั้นคือ แผลที่ผ่าตัดดันเกิดติดเชื้อ จนทำให้เกิดเนื้อที่เน่าเสียบริเวณเอ็นร้อยหวายที่มีความยาวถึง 8 เซนติเมตร ชีวิตในตอนนั้นไม่ต้องคิดถึงเรื่องการหวนกลับมาเล่นฟุตบอล เพราะมันถึงขั้นเกือบที่จะต้องตัดขาทิ้งด้วยซ้ำ
“คุณหมอได้บอกผมว่า ถ้าผมสามารถกลับมาเดินเล่นกับลูกในสวนได้อีกครั้ง นั้นคือสิ่งที่ผมควรที่จะดีใจได้แล้ว” คำกล่าวของ กาซอร์ล่า ในวันที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวร้ายๆ แน่นอนด้วยสิ่งที่เขากำลังเผชิญคนภายนอกที่มองเข้าไปยังรู้สึกว่ามันเลวร้ายมากพอสมควร และยิ่งถ้าเป็นตัวของคนที่กำลังต่อสู้กับมันคงจะอ่อนไหวกว่าเราเป็น 10 เท่า
แต่นั้นมันไม่ใช่กับ กาซอร์ล่า เขาเชื่อมั่นในตัวเองมาตลอดว่าจะสามารถกลับมาลงสนามไล่หวดลูกหนังที่เขารักได้อีกครั้ง ว่าแล้วในที่สุดเขาก็รักษาอาการดังกล่าวด้วยการตัดชิ้นเนื้อบริเวณแขน มาแปะแทนเนื้อที่ถูกตัดทิ้งไป เขาเลือกที่จะตัดเนื้อตรงแขนซ้ายที่มีรอยสักชื่อลูกสาวมาแปะที่บริเวณเอ็นร้อยหวาย


แต่แล้วหลังทุกอย่างผ่านพ้นไป กาซอร์ล่า ที่หายหน้าหายตาจากไปสนามไปเป็นปี ก็หวังกลับมาลงเล่นฟุตบอลอีกครั้ง แต่ทว่าช่วงนั้นเขาได้เข้าสู่สัญญาปีสุดท้ายกับ อาร์เซน่อล และทีมก็ไม่ได้เสนอสัญญาฉบับใหม่มาให้ โอเคแหละครับมองในมุมสโมสรเขาเองก็ไม่อาจเสี่ยงจ่ายเงินกับนักเตะที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาลงสนามด้วยผลงาน และมาตรฐานในรูปแบบไหน


ฉะนั้นเมื่อ กาซอร์ล่า กลายเป็นแข้งฟรีเอเยนต์ เขาก็เดินหน้าหาทีมใหม่ก่อนที่จะเป็น บียาร์เรอัล ที่กล้าเสี่ยงนำเขากลับมาสู่ทีมอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 พร้อมมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางแฟนบอลที่แห่เข้ามาต้อนรับ โดยในซีซั่นแรกคือ 2018-19 เขาเป็นตัวหลักให้กับทัพ “เรือดำน้ำสีเหลือง” พร้อมลงเล่นไปมากถึง 46 นัดในทุกรายการ พร้อมซัดไป 7 ประตู และทำ 11 แอสซิสต์ จากสถิติตรงนี้มันตอกย้ำเลยว่าร่างกายของ กาซอร์ล่า ยังคงยอดเยี่ยม และลงเล่นได้เหมือนกับนักฟุตบอลทั่วไป ไม่ได้ดูเหมือนคนที่เพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาร้ายๆ มา


หนำซ้ำด้วยผลงานที่ร้อนแรง กาซอร์ล่า ยังมีชื่อกลับไปติดทีมชาติสเปนอีกครั้งในปี 2019 โดยได้เล่นไปถึง 4 เกมในช่วงเวลานั้น อีกทั้งในนามสโมสรก็ลงโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น ฉายแววแบบลืมแก่ไปเลย ก่อนที่หลังจบฤดูกาล 2019-20 เจ้าตัวจะตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพ อัล ซาดด์ ทีมในลีกกาตาร์ เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในช่วงบั้นปลายอาชีพการค้าแข้ง จนถึงตอนนี้ในวัย 37 ปี เขายังไงวิ่งไล่ลูกหนังอย่างเพลิดเพลินอยู่ตามเคย..

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here