ตลาดซื้อขายนักเตะ ซัมเมอร์นี้ถือได้ว่าคึกคักพอตัว เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รองแชมป์ พรีเมียร์ลีก สั่นสะเทือนวงการด้วยการดึง เจดอน ซานโช มาร่วมทีมหลังจบศึก ยูโร 2020 มหากาพย์ระหว่างทีม ปีศาจแดง และดาวเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กำลังจะถึงตอนจบหลังจากที่สามารถตกลงค่าตัวและเงื่อนไขต่าง ๆ กันได้เป็นที่เรียบร้อย เหลือเพียงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเท่านั้น ในขณะที่เป้าหมายต่อไปของพวกเขาคือ ราฟาเอล วาราน ปราการหลังจอมคลาสสิคจาก เรอัล มาดริด
ข้ามฟากมายัง “เพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญ” อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ถูกสื่อจับโยงกับ แฮรืรี เคน และ แจ็ค กรีลิช ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมกับการทุ่มเงินมหาศาลถึง 200 ล้านปอนด์เพื่อคว้า 2 สตาร์ทีมชาติอังกฤษในตลาดซัมเมอร์ แม้จะยังไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรม แต่เชื่อว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา จะเดินหน้าคว้าซูเปอร์สตาร์ชื่อดังเข้ามาสู่ทีมก่อนตลาดปิดอย่างแน่นอน


หันกลับมาดูแชมป์เก่าเมื่อ 2 ฤดูกาลที่แล้วอย่าง ลิเวอร์พูล บ้าง พวกเขาจัดการคว้าตัว อิบราฮิมา โคนาเต้ มาร่วมทีมไปตั้งแต่หลังจบฤดูกาลใหม่ ๆ โดยสามารถปิดดีลได้อย่างรวดเร็ว ไร้กังวล ตามสไตล์ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ และทีมงาน จากนั้น หงส์แดง ก็มีข่าวตามมาว่าพวกเขาต้องการกองหน้าและกองกลางที่จะมาแทนที่ จีนี ไวจ์นัลดุม รวมกันอย่างน้อยอีก 2 ราย แต่จนแล้วจนรอดทุกอย่างก็ยังคงเงียบเป็นป่าช้า
ความที่ไม่เคลื่อนไหวเช่นนี้ทำเอา เดอะค็อป หลายคนใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เหมือนกันว่า ถ้าเสริมแค่นี้ทีมจะสู้เขาไหวมั้ย ในขณะที่คู่แข่งพากันทุ่มเงินก้อนโตอย่างไม่กลัวเสียดาย ซึ่งเมื่อดูจากปฏิกิริยาและข่าววงในแล้ว ดูเหมือนว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ จะพอใจกับทีมที่มีอยู่ในมือ ณ เวลานี้
ต้องไม่ลืมว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เมื่อฤดูกาลที่แล้วคือ “อาการบาดเจ็บ” ของ 3 เซ็นเตอร์แบ็ค ไล่ไปตั้งแต่ เวอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ โจเอล มาติป ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงธันวาคม กว่าที่พวกเขาจะกลับมาตั้งหลักโกยแต้มได้เป็นกอบเป็นกำก็ล่วงเข้าสู่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของฤดูกาล ก่อนที่จะคว้าที่ 3 มาครองได้สำเร็จ
และเมื่อวิเคราะห์ได้เช่นนั้น หลังจบฤดูกาล เยอร์เก้น คล็อปป์ และทีมงานจึงได้มุ่งมั่นในการตามหาเซ็นเตอร์แบ็คที่ไว้ใจได้มาร่วมทีมโดยทันที ซึ่งในทีแรกหลายคนนึกว่าพวกเขาจะตัดสินใจซื้อขาด โอซาน คาบัค แต่ถ้าใครรู้จักกุนซือชาวเยอรมันดีจะทราบว่าเขาไม่ใช่คนที่เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ประมาณว่าถ้าอยากได้ใคร เขาก็ต้องการคนนั้น และยืนยันว่าต้องเป็นนักเตะที่เขาต้องการเท่านั้น ดูได้จากการคว้า ฟาน ไดค์ และ อลิสซอน เบ็คเกอร์ เมื่อ 3 ปีก่อน


หงส์แดง จึงจัดการกลับไปหาเป้าหมายเดิมอย่าง โคนาเต้ ซึ่งเคยมีข่าวกันตั้งแต่ช่วงปีใหม่ และยอมจ่ายเงินค่าฉีกสัญญาจำนวน 36 ล้านปอนด์คว้าตัวมาร่วมทีมได้สำเร็จ ส่วนคนที่ไม่ใช่เป้าหมายก็ปล่อยให้ลือกันต่อไป นั่นคือวิธีการแก้ปัญหาระยะยาวของ คล็อปป์ ซึ่งเขามองว่าหากเกิดวิกฤติกองหลังขึ้นอีก อย่างน้อยเขามี โคนาเต้ ไว้ในมือเพื่อรองรับเรื่องพวกนี้ เมื่อปัญหาสำคัญได้ถูกแก้ไขไปแล้ว ที่เหลือคือการกลับมาของนักเตะตัวหลักทั้ง ฟาน ไค์, โกเมซ, มาติป รวมทั้ง จอร์แแดน เฮนเดอร์สัน ที่เจ็บไปช่วงท้ายซีซันก่อนและเพิ่งกลับมาทำประตูให้ทีมชาติอังกฤษใน ยูโร 2020
รวมกับผู้เล่นตัวหลักที่มีอยู่ ลิเวอร์พูล ก็ยังคงเป็นทีมที่คู่แข่งต้องเกรงใจกันอยู่เหมือนเดิม โดย 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะใช้งานในซีซันหน้าจะออกมามีหน้าตาประมาณนี้ อลิสซอน เบ็คเกอร์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, โคนาเต้, ฟาน ไดค์, เทรนท์ อาร์โนลด์, เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ, ติอาโก้, มาเน, ฟีร์มีโน และ ซาลาห์ ยังไม่นับตัวสำรองอย่าง โกเมซ, มาติป, เคอร์ติส โจนส์, อ็อกซ์เหลด แชมเบอร์เลน หรือ ดิโอโก โชต้า ซึ่งแม้ว่าขุมกำลังเชิงลึกอาจจะยังสู้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้ แต่กับ 11 ตัวจริง หงส์แดง แทบจะไม่ต้องมีการผ่าตัดทีมอะไรเลยด้วยซ้ำ
คล็อปป์ มั่นใจว่าถ้าลูกทีมของเขากลับมาฟิตกันทุกคนก็ยากที่จะมีใครมาหยุดได้ ซึ่งมันไม่ใช่ความประมาท แต่เป็นความไว้เนื้อเชื่อใจจากการร่วมงานกันมาในระยะ 3-4 ปีหลังมากกว่า และเขาก็เคยพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่าการมี 11 ตัวจริงครบสมบูรณ์นั้นช่วยให้เขาประสบความสำเร็จมากขนาดไหน
เมื่อหันไปมองคู่แข่งอย่าง ซิตี้ และ แมนฯ ยูไนเต็ด การที่พวกเขามีข่าวกับนักเตะซูเปอร์สตาร์ดาวดังค่าตัวแพงนั้น มุมหนึ่งอาจเป็นที่อิจฉาของแฟนบอลหลาย ๆ ทีม แต่อีกมุมก็สะท้อนให้เห็นว่า ทีมเห่านั้นยังไม่ลงตัวเสียทีเดียว ทำให้ต้องทุ่มเงินเพื่อเติมเต็มสิ่งขาดหายไป
ซิตี้ ขาดกองหน้าตัวเป้าหลัง อเกวโร หมดสัญญา ส่วน ยูไนเต็ด ก็ตามหาปีกขวาและเซ็นเตอร์แบ็คเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและทีเด็ดทีขาดในการลุ้นแชมป์


ดังนั้นการที่ คล็อปป์ สามารจัดการกับปัญหาได้อย่างรวดเร็วและการได้นักเตะตัวหลักกลับมาอีกครั้งในช่วงพรีซีซัน จึงทำให้เขาไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว้าสตาร์ดังเหมือนกับทีมอื่น
เพราะเจ้าตัวเชื่อว่าสิ่งที่มีอยู่ในมือก็เพียงพอกับการกลับมาลุ้นความสำเร็จในซีซันหน้าได้เหมือนกัน
สเปนกับอนาคตที่สดใส
แม้จะชวดผ่านเข้าชิง ยูโร 2020 เพื่อไปลุ้นคว้าแชมป์เจ้ายุโรปเป็นสมัยที่ 4 แบบน่าเสียดายเหลือเกิน เพราะจอดป้ายเพียงรอบรองชนะเลิศจากการพลาดท่าแพ้ “อัซซูรี่” อิตาลี ในช่วงดวลจุดโทษตัดสิน หลังเสมอจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษครบ 120 นาที 1-1 แต่ถือได้ว่าทัพลูกหนัง “กระทิงดุ” สเปน ทำผลงานได้น่าประทับใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นทีมเต็งในอันดับต้นๆ เสียด้วยซ้ำ แต่สามารถทะลุผ่านเข้ามาถึงรอบตัดเชือกได้แบบไกลเกินคาด
ในช่วงเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ เนื่องจากกุนซือ หลุยส์ เอ็นริเก้ ได้เลือกใช้บริการของพวกนักเตะรุ่นใหม่ที่เพิ่งผ่านประสบการณ์ในเกมระดับชาติไม่มากนัก และมีแค่ เซร์คิโอ บุสเกสต์ กองกลางกัปตันทีมตัวเก่งที่เคยผ่านการรับใช้เกิน 100 เกมเพียงคนเดียวเลย แม้จะสามารถเรียกตัวผู้เล่นได้ตามโควตาทั้งหมด 26 คน แต่กลับเรียกตัวมาเพียง 24 คน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ยืนยันจะใช้งานเพียงแค่นี้เท่านั้น และได้ตัดสินใจตัดชื่อของ เซร์คิโอ รามอส กองหลังจอมเก๋าออกไปด้วย เพราะมีปัญหาเรื่องสภาพร่างกายที่ไม่ฟิตสมบูรณ์แบบเต็มร้อย จึงเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของทัพลูกหนัง “กระทิงดุ” ที่ไม่มีรายชื่อของนักเตะ เรอัล มาดริด ติดโผรับใช้บ้านเกิดในทัวร์นาเมนต์ใหญ่แม้แต่รายเดียว
ทั้งนี้ สเปน ถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่ม อี ร่วมสายเดียวกับ สวีเดน, โปแลนด์ รวมถึง สโลวะเกีย และได้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพร่วมในศึกยูโร 2020 จึงได้ลงเล่นรอบแบ่งกลุ่มบนแผ่นดินของตัวเองที่เอสตาดิโอ ลา คาร์ตูฆ่า ในเมืองเซบีญ่า ทั้ง 3 เกมเลย แต่เริ่มต้นออกสตาร์ทใน 2 นัดแรกได้แบบน่าผิดหวัง เพราะทำได้เพียงแค่เสมอ สวีเดน 0-0 และเสมอ โปแลนด์ 1-1 ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่าทีมคู่แข่งทั้ง 2 นัดเลย และมีจังหวะลุ้นยิงประตูได้หลายครั้งด้วย แต่กลับมีปัญหาเรื่องของการจบสกอร์ที่ใช้โอกาสเปลืองมากๆ แม้แต่ลูกจุดโทษยังยิงไม่เข้าถึง 2 ลูกเลยด้วย


ทว่า สเปน ยังสามารถเอาตัวรอดได้ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม เพราะเป็นฝ่ายไล่ถล่ม สโลวะเกีย 5-0 จึงได้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในฐานะรองแชมป์กลุ่มตามหลัง สวีเดน ไปแบบติดๆ และได้ไปเผชิญหน้ากับ โครเอเชีย ทีมรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งต้องออกแรงเล่นเหนื่อยจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษครบ 120 นาที จึงจะเป็นฝ่ายชนะ 5-3 หลังเสมอในช่วง 90 นาทีไปแบบสุดมันส์ 3-3 ส่วนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายยังคงต้องออกแรงเล่นเกิน 120 นาทีเลยด้วย เพราะต้องใช้ช่วงดวลจุดโทษตัดสินเพื่อเฉือนชนะ สวิตเซอร์แลนด์ นั่นเอง หลังเสมอจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-1 ก่อนจะแพ้ช่วงดวลจุดโทษให้กับ อิตาลี จึงต้องยุติเส้นทางเอาไว้เพียงรอบตัดเชือกเท่านั้น โดยยังคงเป็นอดีตแชมป์ 3 สมัยจากตอนที่ยึดบัลลังก์เจ้ายุโรปในศึกยูโร 1964, ยูโร 2008 และยูโร 2012 เหมือนเช่นเดิม
สำหรับจุดเด่นของทัพลูกหนัง “กระทิงดุ” ในศึกยูโร 2020 ก็คือการครองบอลได้อย่างเหนียวแน่น และมีเปอร์เซ็นต์การครองบอลเหนือกว่าทีมคู่แข่งในทุกๆ เกมด้วยค่าเฉลี่ยสูงถึง 66.8% โดยเฉพาะในรอบรองชนะเลิศที่ครองบอลได้เหนือกว่า อิตาลี ด้วยตัวเลขมากถึง 65% เลยทีเดียว ส่วนปัญหาหลักของ สเปน ในยุคปัจจุบันก็คือใช้โอกาสจบสกอร์ได้เปลืองมากๆ แม้จะยิงประตูในทัวร์นาเมนต์นี้ได้มากถึง 13 ลูก แต่มีสถิติลุ้นยิงประตูจากการลงสนามทั้ง 6 เกมรวมกันมากถึง 111 ครั้ง ทำให้ อัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าตัวหลักถูกวิจารณ์ว่าไม่คมเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ยิงประตูได้ทั้งหมด 3 ลูก แต่ถ้าเทียบกับโอกาสที่ได้ลุ้นสอยตาข่ายแบบเต็มไปหมด และสังหารจุดโทษพลาดไปหนึ่งลูกด้วย จึงควรจะจบสกอร์ได้มากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ
แต่ถือว่า สเปน ยังมีอนาคตที่สดใสรออยู่ในวันข้างหน้า เพราะสามารถปลุกปั้นพวกนักเตะสายเลือดใหม่ให้ก้าวเท้าขึ้นมาแจ้งเกิดในเกมระดับชาติได้หลายคนเลย โดยเฉพาะ เปดรี้ กองกลางดาวรุ่งพุ่งแรงที่สามารถแจ้งเกิดในศึกยูโร 2020 ได้แบบเต็มตัว แม้จะเพิ่งมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น แต่ได้รับความไว้วางใจให้ยึดตำแหน่งตัวจริงในแผงมิดฟิลด์เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับ เฟร์ราน ตอร์เรส กับ ดานี่ โอลโม่ ซึ่งเป็นปีกริมเส้นตัวจัดจ้านที่เติมเกมรุกได้อย่างโดดเด่นทั้งสองฝั่งเลย
หาก สเปน สามารถฉกฉวยโอกาสจากการครองบอลให้เป็นประโยชน์กับทีมได้มากกว่านี้ และปรับเรื่องของการจบสกอร์ให้เฉียบคมได้มากกว่าเดิม เชื่อได้เลยว่าทัพลูกหนัง “กระทิงดุ” จะกลับมาลุ้นความสำเร็จเหมือนอย่างเมื่อครั้งวันวานได้อีกครั้งแน่ๆ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here