อย่างแรกเลย หลายคนอาจจะมีความเข้าใจที่ผิดไปพอสมควรสำหรับการขายเสื้อแข่งของสโมสรฟุตบอลแต่ละทีม ความเชื่อที่ว่าขายเสื้อก็คุ้มแล้ว สามารถถูกปัดตกไปได้ทันทีว่าแนวความคิดนี้ “ไม่จริง” แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่ายอดขายเสื้อจากสตาร์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไร ทุกสโมสรล้วนมีสปอนเซอร์ชุดแข่งเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะทีมระดับโลกนั้น พวกเขามีสัญญากับแบรนด์สปอร์ตแวร์ระดับแนวหน้าของโลกอย่าง ไนกี้, อาดิดาส หรือ พูม่า จับจองอยู่เสมอ แถมยังเป็นการเซ็นสัญญาระยะยาวระดับ 5 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น


สิ่งที่สโมสรจะได้จากสปอนเซอร์เหล่านี้คือ “เงินทุนและความมั่นคงระยะยาว” พวกเขาจะได้เงินการันตีทุก ๆ ปีตามที่ตกลงกันไว้ สำหรับการเอาไปใช้เสริมทัพหรือเป็นงบประมาณในส่วนต่าง ๆ แต่ที่แน่นอนยิ่งกว่ารายรับคือส่วนแบ่ง … ไม่มีทางที่สปอนเซอร์เสื้อแข่งจะยอมจ่ายอย่างเดียว พวกเขาเองก็ต้องการผลประโยชน์จากเงินที่พวกเขาจ่ายไปเช่นกัน และจุดนี้เองก็ทำให้ประโยคที่ว่า “ขายเสื้อก็คุ้มแล้ว” เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น แบรนด์อย่าง ไนกี้, อาดิดาส, พูม่า หรือแบรนด์อื่น ๆ มีเงื่อนไขกับสโมสรที่พวกเขาเซ็นสัญญาสนับสนุนแตกต่างกันออกไป เมื่อพวกเขาลงทุน พวกเขาจะได้อะไรกลับมาบ้างนอกจากการการโฆษณา ทางตรงเลยคือ “ส่วนแบ่งจากยอดขาย”
ทุก ๆ การขายเสื้อแข่งของสโมสร 1 ตัว สปอนเซอร์ชุดแข่งจะได้ส่วนแบ่งเป็นจำนวนมากแบบที่คุณไม่อยากจะเชื่อ ตัวเลขที่ปรากฏผ่านการยืนยันของ Goal.com คือบางแบรนด์เอาส่วนแบ่งจากการขายเสื้อไปมากกว่า 90% … สมมุติว่าเสื้อตัวละ 100 บาท ขายได้ 1 ตัว สโมสรจะได้ส่วนแบ่งเพียง 10 บาทเท่านั้น อีก 90 บาท จะไปเข้าที่สปอนเซอร์ทั้งหมด


ยกเอาเคสของ เมสซี่ มาเป็นตัวอย่างอีกสักครั้ง ถ้าเราเอาตัวเลขล่าสุดที่เปิดเผยคือ ยอดขายเสื้อแข่งเปแอสเชหมายเลข 30 ของ เมสซี่ ทั้งหมด 150,000 ตัว จะสร้างรายรับรวมทั้งหมด 25 ล้านยูโร แต่ทว่าเงื่อนไขของ ไนกี้ คือ พวกเขาจะเอาส่วนแบ่งจากยอดขายเสื้อไปทั้งหมดราว ๆ 85-90% ดังนั้นจึงเท่ากับว่าจากรายรับทั้งหมด 25 ล้านยูโร เปแอสเช จะมีรายได้จากยอดขายเสื้อที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอยู่ราว ๆ 3 ล้านยูโรเท่านั้น
ดังนั้นหากจะมองว่าใครได้ประโยชน์จากการขายเสื้อที่สุด ก็น่าจะเป็นแบรนด์สปอนเซอร์ชุดแข่งมากกว่า นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม อาดิดาส, ไนกี้ และ พูม่า รวมถึงแบรนด์อื่น ๆ พยายามจะจับทีมใหญ่ ๆ มาเซ็นสัญญาให้ได้ เพราะพวกเขามีโอกาสที่จะได้โชคสองเด้ง หากมีนักเตะระดับสตาร์ย้ายเข้ามา ส่วนคำถามที่ว่าขายเสื้อก็คุ้มแล้ว แม้จะเป็นไปได้ยากแต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้ในอนาคต เพราะหากเราเอายอดขาย 150,000 ตัว ที่ เปแอสเช จะได้เงิน 3 ล้านยูโร มาเปรียบเทียบกับเงินที่พวกเขาจ่ายให้ เมสซี่ สำหรับค่าเหนื่อยและค่าเซ็นสัญญารวมทั้งหมด 75 ล้านยูโร เท่ากับว่า หากพวกเขาจะขายเสื้อ เมสซี่ ให้คุ้ม จะต้องขายเสื้อ เมสซี่ ให้ได้ทั้งหมดราว ๆ 5 ล้านตัว ซึ่งนั่นคงเป็นอะไรที่ยากพอสมควร เพราะในฤดูกาล 2020-21 ที่ผ่านมา สโมสรที่ขายเสื้อได้มากที่สุดอย่าง ลิเวอร์พูล ก็ยังขายได้แค่ 1.67 ล้านตัวเท่านั้น


ทั้งหมดคือความจริงของวลีคลาสสิก “ขายเสื้อก็คุ้มแล้ว” ที่เราสามารถบอกได้เลยว่า ณ ตอนนี้ยังไม่มีนักเตะคนไหนที่สามารถให้ผลตอบแทนระดับนั้นได้เลยแม้แต่คนเดียว เพราะคนที่ยิ้มตัวจริงคือแบรนด์เสื้อที่สนับสนุนสโมสรต่างหาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแบรนด์เสื้อเหล่านี้จึงยอมทุ่มเงินมหาศาล สำหรับการล่าทีมใหญ่ให้เข้ามาใช้เสื้อแข่งของพวกเขา

เราอาจจะพอมองเห็นว่า สโมสรนั้นเสียเปรียบแบรนด์เสื้ออยู่พอสมควร เพราะพวกเขาได้ส่วนแบ่งน้อยมาก ๆ แต่ในความเป็นจริงคือพวกเขาก็ได้เงินแบบชัวร์ ๆ ไปแล้ว ในวันที่เซ็นสัญญากับแบรนด์เสื้อแข่ง ต่อให้พวกเขาไม่ต้องซื้อใครมาเสริมทัพเลย แบรนด์ชุดแข่งก็ต้องจ่ายเงินให้กับพวกเขาอยู่ดี แต่เมื่อโลกฟุตบอลยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง การทำสัญญาของแบรนด์ชุดแข่งกับสโมสรจึงเริ่มเปลี่ยนไป หลายสโมสรเชื่อว่าพวกเขามีศักยภาพพอที่จะดันยอดขายชุดแข่งให้ได้มากกว่าที่เหล่าแบรนด์ชุดแข่งที่เซ็นสัญญากันประเมินไว้


ยกตัวอย่างเช่น ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ชุดแข่งของ ไนกี้ เมื่อปี 2020 โดยปกติแล้ว ไนกี้ จะแบ่งส่วนแบ่งรายได้จากยอดขายเสื้อให้กับสโมสรนั้น ๆ อยู่ที่ราว ๆ 7.5-15% แต่ทีมเจรจาของหงส์แดง ก็ได้ทำการต่อรองขั้นเซียน โดยยอมรับเงินสนับสนุนต่อปีแค่ราว 30 ล้านปอนด์เท่านั้น ทว่าสามารถทำให้ ไนกี้ ยอมแบ่งรายได้จากชุดแข่งขันหรือสินค้าของสโมสรให้มากถึง 20% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งไม่มีสโมสรไหนในโลกสามารถเอาส่วนแบ่งจาก ไนกี้ ได้มากขนาดนี้อีกแล้ว ว่ากันว่า นี่คือตัวเลขที่จะทำให้ลิเวอร์พูลรับทรัพย์จากแบรนด์อุปกรณ์กีฬาสัญชาติอเมริกันมากถึง 100 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here