ย้อนกลับไปในปี 2006 ไม่มีทีมฟุตบอลใด จะรวบรวมนักเตะฝีมือดีมากกับเท่า อาร์เซนอล ชื่อของ เชส ฟาเบรกาส, กาเอล กลิชี และโรบิน ฟาน เพอร์ซี คือแข้งรุ่นเยาว์ที่ อาร์แซน เวงเกอร์ รวบรวมเข้ามาเพื่อเป็นกำลังหลักในอนาคตของไอ้ปืนใหญ่ คำว่า “อาร์แซนรู้” (Arsene knows) ถูกพูดถึงในหมู่แฟนบอลอาร์เซนอล สื่อถึงตาทิพย์ของเฮดโค้ชชาวฝรั่งเศสที่มองเห็นว่า นักเตะคนไหนมีศักยภาพสามารถพัฒนาเป็นซูเปอร์สตาร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกตลาดซื้อขาย เดอะ กูนเนอร์ส จะตั้งตารอว่า มีดาวรุ่งคนไหนเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของทีม
เดือนมกราคม ปี 2006 อาร์เซนอล เปิดตัวนักเตะรายใหม่ของทีมชื่อว่า ธีโอ วัลคอตต์ ปีกดาวรุ่งจากเซาแธมป์ตัน ด้วยราคา 9.45 ล้านปอนด์ หลังก้าวเป็นตัวหลักของทัพนักบุญตั้งแต่อายุ 16 ปี ด้วยผลงาน 21 นัด 4 ประตู ในเดอะ แชมเปียนชิพ ทันทีที่ วัลคอตต์ จรดปากกาเซ็นสัญญากับอาร์เซนอล ชีวิตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป วัลคอตต์ ถูกตั้งความหวังให้เป็นอนาคตของทีมชาติอังกฤษ ด้วยทักษะการเลี้ยงบอลที่ยอดเยี่ยม และมีความเร็วสูงหาตัวจับยาก สื่อหลายเจ้าฟันธงว่า เด็กคนนี้ มีความสามารถมากกว่าปีกรุ่นพี่อย่าง ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ และ อารอน เลนนอน ไปไกลถึงขั้นเชิดชูว่าควรได้รับการพิจารณาให้ติดทัพสิงโตคำราม ลุยศึกฟุตบอลโลก 2006
ไม่มีใครรู้ว่า สเวน โกรัน อิริคสัน รู้จักวัลคอตต์มากกว่าคำพูดของสื่อมากแค่ไหน แต่ผู้จัดการทีมชาวสวีเดน ตัดสินใจเรียกตัว ธีโอ วัลคอตต์ เข้ามาเป็น 1 ใน 23 ขุนพลทีมชาติอังกฤษ ชุดสู้ศึกฟุตบอลโลก 2006 ด้วยวัย 17 ปี ในฐานะผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของการแข่งขัน ทั้งที่ดาวรุ่งรายนี้ ไม่เคยลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ขณะที่แข้งดังอย่าง เจอร์เมน เดโฟ และ ดาร์เรน เบนท์ กลับหลุดโผ
แม้ล้มเหลวในฟุตบอลโลก ธีโอ วัลคอตต์ ยังได้รับความเชื่อมั่นจากแฟนบอลจำนวนมาก ถึงความสามารถในการก้าวเป็นซูเปอร์สตาร์ของวงการฟุตบอล และแข้งตัวความหวังของทีมชาติอังกฤษ ในอนาคตอันใกล้
ฤดูกาล 2008-09 วัลคอตต์ ถูกเลือกให้สวมใส่เบอร์ 14 ต่อจากตำนานของสโมสร อย่าง เธียร์รี อองรี การันตีด้วยผลงานการเป็นผู้เล่นวิ่งไวที่สุดในประวัติศาสตร์อาร์เซนอล
สิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจในอาชีพของวัลคอตต์ คือ เขามักจะกลับมาจากความล้มเหลวได้เสมอ หลังหลุดทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลก 2010 วัลคอตต์ ถูกเลือกกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมในศึกยูโร 2012 เช่นเดียวกัน เมื่ออนาคตของเขากลับไอ้ปืนใหญ่ใกล้สิ้นสุด วัลคอตต์แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเองอีกครั้ง วันที่ 30 ตุลาคม ปี 2012 อาร์เซนอล ลงเล่นกับ เรดดิง ในการแข่งขันลีกคัพ ขณะที่ทีมกำลังตามหลัง 0-4 ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าจาก เดอะ กูนเนอร์ส ทั่วสนาม วัลคอตต์ปรากฎตัวขึ้นมายิงประตูตีตื้น 1-4 จุดประกายความหวังของทีมขึ้นมาอีกครั้ง
วัลคอตต์ ระเบิดฟอร์มการเล่นที่ยากจะลืมเลือน ในคืนดังกล่าว เขายิงประตูตีเสมอ 4-4 ช่วยให้ต้นสังกัดได้ลุ้นต่อในช่วงต่อเวลา ก่อนซัดประตูที่สามเป็นแฮตทริก พา อาร์เซนอล ชนะ เรดดิง ใน 7-5 จากฟอร์มการเล่นที่ว่ากันว่า ดีที่สุดในสีเสื้ออาร์เซนอล ของ ธีโอ วัลคอตต์
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าประหลาดเกี่ยวกับวัลคอตต์ คือ ทุกครั้งที่เขาก้าวสู่จุดสูงสุด จะมีเหตุให้ร่วงหล่นลงมาเสมอไป ในฤดูกาล 2013-14 วัลคอตต์เจอปัญหาเรื่องสภาพร่างกายรบกวนตลอดปี เขาลงเล่นให้อาร์เซนอล 18 นัด และชวดลุยฟุตบอลโลก 2014 จากอาการบาดเจ็บที่ตามรังควาญไม่เลิก
หลังจากนั้น วัลคอตต์ กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในช่วงท้ายฤดูกาล 2014-15 ด้วยการแย่งตำแหน่งกองหน้าตัวจริงจาก โอลิวิเยร์ ชิรูด์ พร้อมกับทำประตูในเกมนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่อาร์เซนอลคว้าแชมป์จากชัยชนะเหนือ แอสตัน วิลลา 4-0
ปลุกความหวังในตัวแฟนบอลต่อวัลคอตต์ ในวัย 26 ปี ซึ่งยังเหลือเวลาอีกพอสมควรให้พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้เล่นระดับโลก
แต่จนแล้วจนรอด วัลคอตต์ ไม่เคยก้าวไปถึงจุดนั้น เขาฟอร์มตกอย่างหนักในฤดูกาลถัดมา สภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์กลายเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้ความเร็วที่เคยเป็นจุดเด่นลดลงไป
ขณะที่จุดอ่อนเรื่องลูกกลางอากาศ ที่แม้แต่เวงเกอร์ยังเอ่ยปากอยากให้พัฒนา กลับไม่ได้รับการแก้ไข เช่นเดียวกับ สภาพจิตใจที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง จนถูกเวงเกอร์เรียกพูดคุยเป็นการส่วนตัวหลายครั้ง สุดท้ายกลายเป็น วัลคอตต์ เองที่ถอดใจยอมแพ้ไม่อยากเล่นตำแหน่ง กองหน้า อีกต่อไป
วัลคอตต์คือนักเตะที่เหมือนเหรียญ 2 ด้าน ฝั่งหนึ่งคือนักเตะพรสวรรค์ที่มีความสามารถ แต่อีกฝั่งคือนักเตะขาดความมั่นใจ พร้อมจะลดคุณค่าของตัวเองตลอดเวลา ความสม่ำเสมอจึงไม่เคยเกิดขึ้นในอาชีพของเขา วัลคอตต์ไม่เคยยิงประตูติดต่อกันเกิน 3 เกม ไม่ว่าจะฟอร์มดีแค่ไหน
วัลคอตต์ จึงถูกเรียกว่า “ดาวรุ่งตลอดกาล” ด้วยเหตุผลนี้ เขามีศักยภาพก้าวไปสู่จุดที่แฟนบอลทั่วโลกคาดหวัง แต่เป็นสภาพจิตใจของเขาเองที่พาไปไม่ถึงตรงนั้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่วัลคอตต์ฟอร์มดีขึ้นมา แฟนบอลอาร์เซนอลที่ร้างความสำเร็จมานาน จะทุ่มความคาดหวังมหาศาลแก่ผู้เล่นรายนี้ ก่อเกิดเป็นความกดดันที่วัลคอตต์ไม่เคยรับมือได้ นับแต่วันที่เขาอายุ 17 ปี จนถึงปัจจุบัน..

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here