ยุค 90 คือยุคทองของวงการฟุตบอลอิตาลี ถ้าคุณอยากพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นนักเตะเบอร์หนึ่งของโลกหรือไม่ คุณต้องย้ายไปกัลโช่ เซเรียอา ความรู้สึกตอนนั้น ก็ไม่ต่างกับปัจจุบัน ที่นักเตะต้องไปอยู่กับบาร์ซ่า หรือเรอัล มาดริด
ในช่วงนั้น ฟุตบอลอิตาลีเฟื่องฟูมาก คนเข้าชมเต็มเกมทุกสนาม และแต่ละทีมก็เก่งมาก มีลุ้นแชมป์ยุโรป ถ้วยเล็ก ถ้วยใหญ่อยู่ตลอด
จุดที่น่าสนใจมากๆ คือ ยุคนั้น ไม่ได้มีแค่ 2-3 ทีม ที่แย่งความสำเร็จกัน แต่มีถึง 7 ทีม ที่มีศักยภาพดีมาก ลุ้นแชมป์ได้ทั้งหมด 7 ทีมนี้ประกอบไปด้วย ยูเวนตุส ,เอซี มิลาน ,อินเตอร์ มิลาน ,โรม่า ,ลาซิโอ ,ฟิออเรนติน่า และ ปาร์ม่า ทั้ง 7 ทีมถูกขนานนามว่า สาวน้อยทั้ง 7 หรือ เซเว่นซิสเตอร์ส ซึ่งเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบันนี้ เหล่าเซเว่นซิสเตอร์ส ก็ยังคงแข็งแกร่งอยู่ และยืนหยัดในเซเรียอาได้อย่างสวยงาม ยกเว้นก็แต่หนึ่งทีมที่หายไป “ปาร์ม่า” นั่นเอง
ในช่วงปี 1997-1999 เป็นปีที่พีกสุดๆของปาร์ม่า พวกเขาคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ รวมถึงโคปปา อิตาเลีย ได้อย่างสวยงาม ส่วนในลีก ก็มีลุ้นแชมป์ทุกปี และถ้าเราย้อนไปดูไลน์อัพของปาร์ม่าในช่วงนั้น จะรู้เลยว่า นี่คือทีมระดับโลกชัดๆ ผู้รักษาประตูเป็นจานลุยจิ บุฟฟ่อนในวัยหนุ่ม
กองหลัง 3 เซ็นเตอร์ มี ลิลิยง ตูราม, ฟาบิโอ คันนาวาโร่ และ โรแบร์โต้ เซนซินี่ วิงแบ็ก ซ้าย-ขวา เป็น ดีเอโก้ ฟูแซร์ กับ สเตฟาโน่ ฟิโอเร่ ดีกรีทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ทั้งคู่ กองกลางเป็น ดิโน่ บาจโจ้ กับ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน ส่วนแนวรุกมี เอร์นัน เครสโป ,ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า และ เอ็นริโก้ เคียซ่าทุกตัวเป็นระดับโลกยกเซ็ต นี่คือทีมที่มีคุณภาพสูงมากเหลือเกิน
ในเจเนเรชั่นต่อมา แม้จะไม่พีกเหมือนปี 1999 อีก แต่โดยรวมก็ไม่เคยขาดนักเตะชั้นดี มาร์โก ดิวาโญ่, อาเดรียน มูตู, อัลแบร์โต้ จิลาร์ดิโน่ ,เซบาสเตียน โจวินโก้ คำถามที่น่าสนใจก็คือ จากทีมที่มีนักเตะดีๆไม่ขาดสาย วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับปาร์ม่ากันแน่ ทำไมพวกเขาถึงหายไปจากเซเรียอา ต้องไปดิ้นรนในลีกล่าง มันมีความผิดพลาดที่ตรงไหนกัน?


ยุคทองของปาร์ม่า พวกเขามี “ปาร์มาลัท” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร ของอิตาลี เป็นแบ็กอัพ และแหล่งเงินทุนสำคัญ ปาร์มาลัท เทกโอเวอร์และถือหุ้นใหญ่ของปาร์ม่าตั้งแต่ปี 1991 แฟนบอลน่าจะจำเสื้อสีเหลืองสดของปาร์ม่า และมีสปอนเซอร์คาดหน้าอกเท่ๆว่า Parmalat ได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาเกิดขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว ในปี 2004 เจ้าของปาร์มาลัท คาลิสโต้ ทานซี่ โดนตำรวจจับกุมตัว ข้อหาปกปิดบัญชีหนี้สินมหาศาล ระดับพันล้านยูโร จริงๆครอบครัว ทานซี่ มีหนี้สินพะรุงพะรัง แต่ตกแต่งบัญชีให้สวยหรูเพื่อหลอกเงินทุน จากกลุ่มทุนต่างชาติ ผู้ที่ไม่รู้เรื่องเข้ามาสนับสนุนบริษัท โดยมีสโมสรปาร์ม่า เป็นเครื่องมือ “ดูสิ ปาร์มาลัท ยังซัพพอร์ตสโมสรปาร์ม่าอยู่ตลอดเลยนะ ในอิตาลี คนที่รวยจริงๆ เขาก็เป็นเจ้าของทีมฟุตบอลทั้งนั้นล่ะ” แต่สุดท้ายเรื่องของ ปาร์มาลัท แดงขึ้นมา และ บอร์ดบริหาร ที่เป็นคนในตระกูล ทานซี่ ลาออกทั้งชุด
ปัญหาคือตอนนี้ไม่มีเงินทุนสนับสนุนอีกแล้ว ทีมจะเดินหน้าอย่างไรล่ะ? จะเอาเงินที่ไหนจ่ายนักเตะ ลำพังแค่ค่าสปอนเซอร์ กับค่าตั๋วไม่พอหรอก ถ้าไม่มีแบ็กอัพเบื้องหลัง นั่นทำให้ปาร์ม่า ต้องตัดสินใจโละแข้งดัง ทั้งทีม เพื่อหาเงินก้อน เอามาจ่ายให้กับนักเตะที่เหลือ อาเดรียโน่ กองหน้าเท้าหนักชาวบราซิลต้องย้ายไปอินเตอร์ มิลาน , ผู้รักษาประตูฝีมือดี เซบาสเตียน เฟรย์ , อัลแบร์โต้ จิลาร์ดิโน่ กองหน้าทีมชาติ รวมถึงฮิเดโตชิ นากาตะ เพลย์เมกเกอร์ญี่ปุ่น ก็โดนขายเรียบหมด
เมื่อขายตัวหลักออกไป ศักยภาพทีมก็ลดลง โอกาสจะกลับไปประสบความสำเร็จอีกก็ไม่เหลือแน่นอน ปาร์ม่า ต้องการหาเศรษฐีคนใหม่ เข้ามาเป็นเจ้าของทีม แทนที่ คาลิสโต้ แทนซี่ เพราะถ้าไม่มีแบ็กอัพเบื้องหลังทีมยังไงก็ไปไม่ได้หรอก
แต่ปัญหาคือ ปาร์ม่า ไม่พิจารณาคนที่เข้ามาซื้อทีมให้ดีเลย ว่าคู่ควรกับการเป็นเจ้าของทีมหรือไม่ พวกเขาใจร้อนเกินไป ในการเลือกหาเจ้าของคนใหม่ ตอมมาโซ่ กีราร์ดี้ เจ้าของธุรกิจเครื่องจักรกล ชาวอิตาลี วัย 32 ปี เข้ามาซื้อปาร์ม่า ในปี 2007 ปรากฎว่า แทนที่กีราร์ดี้ จะประหยัด และวางแผนการเงินให้ดี เขากลับกู้เงินมาลงทุนในเรื่องที่ไร้ค่า ตัวอย่างเช่น ไปเซ็นสัญญากับทีมในลีกสโลวีเนีย ให้ช่วยปั้นนักเตะป้อนให้ปาร์ม่า รวมถึงแผนการซื้อนักเตะดาวรุ่งทั่วอิตาลี ที่ฝีเท้าพอใช้ได้ เอามารวมตัวกัน จากนั้นก็ปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัว เพื่อหวังทำกำไร โดยไม่ได้โฟกัส ไปที่การพัฒนาเยาวชนอย่างแท้จริง
สุดท้ายมันทำให้สโมสรเจ๊ง และประสบปัญหาทางการเงินจนได้ เมื่อกีราร์ดี้ เห็นว่าปาร์ม่าไปไม่รอดแน่แล้ว ก็ประกาศขายทีมทิ้ง นักลงทุน ชาวแอลเบเนีย ชื่อ เรชาต ทาชี่ เข้ามาซื้อสโมสร แต่ก็ไม่ได้หวังพัฒนาอะไรทีม แค่ 2 เดือน ก็ขายต่อให้กับ จามปิเอโตร มาเนนติ
มาเนนติมาอยู่กับทีม ด้วยความหวังจากแฟนๆว่าจะเข้ามากอบกู้หนี้สินที่คงค้างไว้ แต่เขาก็เป็นเหมือนเดิม คือเป็นเศรษฐีกำมะลอ มาเนนติโดนจับได้ว่า ทำผิดกฎหมายการฟอกเงิน และไม่มีเงินมาช่วยปลดหนี้ให้ปาร์ม่า เหมือนอย่างที่กล่าวอ้างตอนแรก


สถานการณ์ของปาร์ม่าเลวร้ายลงถึงขีดสุดในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 เพราะไม่เหลือเงินอีกแล้วแม้แต่ยูโรเดียว ในการขับเคลื่อนสโมสร ไม่มีเงินจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะ ไม่มีเงินจ่ายให้สตาฟฟ์ บิลค่าไฟของสนามแข่ง และสนามซ้อมก็ยังไม่มีจ่าย นักเตะต้องซ้อมกันตามมีตามเกิด ไม่มีน้ำร้อนให้อาบ เกมกับอูดิเนเซ่ ในเซเรียอา ตามโปรแกรม ต้องถูกยกเลิกไป เพราะเจ้าหน้าที่สนาม ทนการไม่จ่ายค่าจ้างไม่ไหวแล้ว ไม่ขอมาทำงานอีก
คือถ้าเป็นแบบนี้ กัลโช่ เซเรียอา วุ่นวายแน่ เพราะถ้าปาร์ม่าไม่ได้แข่งต่อ ตารางคะแนนจะทำอย่างไร จะตัดแต้มทิ้งทั้งหมดเลยหรือไม่ ทีมที่เสียผลประโยชน์คงต้องประท้วงกันยุ่งเหยิงแน่ นั่นทำให้ สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ต้องเข้ามาแทรกแซง ควักเงินของสหพันธ์ปล่อยให้ปาร์ม่ายืม เพื่อเอาไปจ่ายให้กับนักเตะ โค้ช และสตาฟฟ์ดูแลสนาม ของปาร์ม่า ให้จนจบฤดูกาล 2014-15 สุดท้ายปาร์ม่าแข่งจบ 38 นัด และได้ที่ 20 ไปครอง เป็นอันดับบ๊วยของลีก แต่ปัญหาคือ สโมสรก็ไม่สามารถหาเงินเอามาคืน สหพันธ์ได้อยู่ดี และประกาศล้มละลาย ขอยุบทีมทิ้งในที่สุด เป็นอันปิดฉากตำนานของปาร์ม่า ทีมที่เคยเกรียงไกร แต่ต้องอำลาไปเพราะหนี้สิ้นที่รับไม่ไหวอีกแล้ว
ฤดูกาลต่อมา กุยโด้ บาริลล่า นักธุรกิจท้องถิ่น ตัดสินใจก่อตั้งทีมปาร์ม่าขึ้นมาใหม่ ในชื่อ ปาร์ม่า กัลโช่ 1913 ตามกฎของสหพันธ์ ทีมที่ล้มละลาย หากจะสร้างทีมใหม่ ต้องไปเริ่มต้นจากกัลโช่ เซเรียดี
ปาร์ม่า จึงต้องค่อยๆนับหนึ่งใหม่ทีละก้าว ทีละก้าว
พวกเขาเลื่อนมาเรื่อยๆ จากเซเรียดี มาเซเรียซี และปัจจุบัน อยู่ในเซเรียบีแล้ว มีลุ้นเลื่อนชั้นมาสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้ง
ขณะที่เจ้าของทีม ก็มีการเปลี่ยนมือ กลายมาเป็นเศรษฐีจีน เจียง ลี่จาง เจ้าของทีมมินเนโซต้า ทิมเบอร์วูล์ฟส์ ในเอ็นบีเอ และ กรานาด้า ในลาลีกา สเปน ซึ่งก็ดูแล้วมีความเป็นมืออาชีพ และน่าจะเข้าใจระบบการจัดการ การทำทีมกีฬาเป็นอย่างดี
สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากเรื่องของปาร์ม่า มีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน
1) สัจธรรมของโลกนี้ คือทุกอย่างมีขึ้นมีลง
แฟนบอลของปาร์ม่า ที่กำลังชื่นชมทีมตัวเองอยู่ดีๆ ไม่มีวันรู้เลยว่า ตัวเองจะเจอแจ็กพอตแตก อยู่ๆทีมของตัวเองจะล้มละลายดื้อๆ กลายมาเป็นร่วงอยู่ในเซเรียดีซะอย่างนั้น พวกเขาก็ต้องยอมรับความจริง และพยายามรับมือมันให้ได้ แม้จะว่าเจ็บปวดและผิดหวังแค่ไหนก็ตาม
ขอแค่มีความเชื่อไว้ว่า เมื่อลงได้สุด วันหนึ่งก็ต้องขึ้นได้สุดเหมือนกัน
และ
2) เวลาเราอ่อนแอ ผิดหวัง จะมีคนที่เห็นความอ่อนแอของเราเข้ามาหาผลประโยชน์เสมอ ปาร์ม่า อยู่ๆทีมกลายมาตกอับในชั่วพริบตา ในขณะที่สโมสรต้องการหาใครสักคนเข้ามาช่วยกอบกู้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาก็เป็นเหยื่อชั้นดี ให้พวกที่หวังผลประโยชน์ผิวเผินเข้ามาหลอกลวงเช่นกัน ยื่นข้อเสนออะไร ปาร์ม่าก็คงไม่ปฏิเสธ เพราะทีมกำลังอ่อนแออยู่ขนาดนั้น คนกำลังจมน้ำเห็นขอนไม้อะไรก็ต้องเกาะเอาไว้ก่อน
แต่ยิ่งเลือกคนไม่ดี สโมสรก็ยิ่งตกต่ำขึ้นเรื่อยๆ และมันก็เลวร้ายไปจนถึงขั้นกู่ไม่กลับ ในชีวิตของเราเช่นกัน เวลาที่อ่อนแอ และโหยหาความรักมากๆ หลายคน เจอใครเข้ามาก็เอาไว้ก่อน หวังจะให้มาเยียวยาหัวใจ โดยไม่รู้เลยว่า ถ้าเลือกคนผิด แทนที่ใจจะหายเจ็บ แต่มันจะยิ่งเจ็บหนักไปกว่าเดิม

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here