เหตุการณ์ที่หลายคนให้คำนิยามว่า “บอลล้มโค้ช” เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนในวงการลูกหนัง ไม่ว่าจะเป็นกุนซือโนเนม หรือผู้จัดการทีมดีกรีระดับโลก ต่างก็ประสบกับเหตุลักษณะนี้มาแล้วทั้งสิ้น และเมื่อพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ ชื่อของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ลอยมากระทบโสตประสาทของพวกเราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อยอดกุนซือชาวโปรตุเกสรายนี้ดูเหมือนจะประสบกับเหตุที่ว่าอยู่บ่อยครั้ง โดย 2 ทีมล่าสุดในการคุมทีม ก่อนหน้ารับงานกับ ท็อตแนม ฮอทสเปอร์ ในปัจจุบัน ทั้งการคุม เชลซี รอบสอง และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจ้าตัวถูกอัปเปหิออกจากตำแหน่งทั้งหมด ในระหว่างฤดูกาลอีกด้วย และที่น่าสนใจก็คือ ผลงานของทีมที่ปลดมูรินโญ่ออก ดูจะดีกว่าในช่วงบั้นปลายของยุค “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะนอกจากทีมปีศาจแดงในยุคของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะมีผลงานดีขึ้นแล้ว บรรยากาศในทีมและสไตล์การเล่นยังเปลี่ยนไป จากสไตล์การเล่นที่เน้นเกมรับและบรรยากาศในทีมที่ดูจะมีปัญหาไม่หยุดหย่อน กลับมาเป็นฟุตบอลเน้นเกมรุก และทุกคนกลับมาให้ใจเต็มร้อยอีกครั้ง
เปลี่ยนโค้ชแล้วทำไมฟอร์มดีขึ้น เมื่อสถานการณ์ภายในทีมไม่โอเคเหมือนเคย ที่สุดแล้วทุกคนก็คงมองภาพออกว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะแม้จะไม่มีการยอมรับว่ามีการเล่นไล่โค้ช แต่ทุกสิ่งที่ปรากฎทั้งในและนอกสนามก็ถือว่าตอบคำถามได้เกินพอ และไม่ถึงกับต้องเป็นกูรูหรือวงในก็พอรู้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ สิ่งใดจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน … ซึ่งฮีโร่ทีมชาติไทยในศึกเอเชี่ยนเกมส์ปี 1998 ที่กรุงเทพฯ กล่าวกับทางทีมงาน Main Stand ว่า “ไม่ว่าจะมีสถานการณ์เล่นไล่โค้ชหรือไม่ แต่หากผลการแข่งขันไม่โอเค และภายในทีมมีปัญหาแบบนี้ ที่สุดแล้วมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ดีครับ เพราะหากปล่อยไว้ ภาพรวมของทีมก็จะแย่ลง จนอาจส่งผลถึงฟอร์มในสนามที่แย่ลงเรื่อย ๆ และอาจเกินเยียวยา”
แน่นอน วิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก็คือ การเปลี่ยนโค้ช เพราะกุนซือสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ต่างจากนักเตะที่มีกรอบเวลาตลาดซื้อขายนักเตะบังคับอยู่ ขณะเดียวกัน การดร็อปนักเตะที่มีปัญหาอาจเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่หากมีหลายคน การเปลี่ยนทีมจำนวนมากขนาดนั้นก็ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติอยู่ดี และเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง ก็มีอีกสิ่งที่น่าสนใจ นั่นคือผลงานของทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงโค้ชส่วนใหญ่มักจะดีขึ้น อย่างที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มร้อนแรงเกินห้ามใจนั่นเอง
เรื่องดังกล่าวมีหลักฐานทางการวิจัยสนับสนุน โดย คาร์ลอส ลาโก-เปนญาส จากคณะศึกษาศาสตร์และวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบีโก ประเทศสเปน ได้ศึกษาข้อมูลจากเกมลาลีกาตั้งแต่ฤดูกาล 1997-98 ถึง 2006-07 พบว่า การเปลี่ยนโค้ช ส่งผลให้ผลงานในระยะสั้นของทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นดี จากที่แทบเก็บคะแนนไม่ได้เลย ก็สามารถเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้หลังมีเจ้านายคนใหม่
แต่มันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกันล่ะ ?
เรื่องดังกล่าว โค้ชวัง กุนซือของทีมต่อพิฆาตให้ทรรศนะว่า “พอมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น นักเตะที่เดิมอาจจะอึดอัดกับรูปแบบการทำทีมของโค้ชคนเดิม ก็ต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเองกับโค้ชคนใหม่ เมื่อนักเตะมีความกระหาย มันก็เป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมให้ผลงานหลังการเปลี่ยนโค้ชในช่วงแรกดีขึ้น”
แม้การเปลี่ยนกุนซือ จะมีส่วนช่วยให้บรรยากาศภายในทีมที่เกิดความเปลี่ยนแปลงนั้นดีขึ้น และส่งผลให้ผลงานในระยะสั้นของทีมดีขึ้นก็จริง ถึงกระนั้น โค้ชวัง ซึ่งผ่านประสบการณ์บนเส้นทางลูกหนังมาอย่างโชกโชนทั้งในฐานะผู้เล่นและกุนซือก็ทิ้งท้ายเรื่องนี้กับเราว่า “จริงอยู่ครับ ที่การเปลี่ยนโค้ชสามารถช่วยให้ทีมกลับมามีบรรยากาศที่ดีขึ้นได้ เพราะมันก็เหมือนกับการเซ็ทซีโร่สถานการณ์ทั้งหมดใหม่น่ะนะ แต่ที่สุดแล้ว เวลา และผลการแข่งขันในระยะยาวต่างหากที่จะบอกว่า การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงกลางทางนั้นมันได้ผลหรือไม่”

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here