ภูฎาน อาจจะมีทีมฟุตบอลตั้งแต่มาตั้งแต่ปี 1982 ทว่าพวกเขาไม่เคยคว้าชัยชนะได้เลยในเกมแบบเป็นทางการ นับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกของฟีฟ่าพวกเขากว่าจะยิงประตูแรกได้ต้องเวลาถึง 5 ปีกว่าที่จะมีประตูประวัติศาสตร์ประตูแรกของพวกเขา แต่สถิติการแพ้ของพวกเขายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยทำไว้ที่ 17 เกมรวด และหนึ่งในนั้นคือเกมที่พบกับคูเวต ใน เอเชี่ยน คัพ 2000 รอบคัดเลือกและพวกโดนยิงไปเละเทะถึง 0-20
มอนเซอร์รัต เป็นประเทศที่โด่งดังจากการมีภูเขาไฟ 7 ลูกภายในประเทศ พวกเขามาจากโซนคอนคาเคฟ (อเมริกาเหนือ) ที่เสพติดกับความพ่ายแพ้ในเกมฟุตบอลมาไม่ต่างกับภูฎาน นับตั้งแต่ปี 1995 จนถึงก่อนเกม “The Other Final” พวกเขาเอาชนะได้เพียง 2 เกมและเป็นการชนะทีมบ้านใกล้เรือนเคียงแบบไปกลับอย่าง แองกีญ่า ชาติที่ไม่ได้รับการยืนยันจากฟีฟ่าเท่านั้น ดังนั้น มอนต์เซอร์รัต จึงกลายเป็นทีมลำดับสุดท้ายในฟีฟ่า แรงกิ้ง ณ ช่วงเวลานั้นนั่นเอง
และต้นเหตุทั้งหมดนั้นมาจากการที่ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ตกรอบฟุตบอลโลก 2002 นั่นทำให้แฟนบอลตัวยงของทัพอัศวินสีส้ม 2 คน ที่ชื่อว่า โยฮันน์ คราเมอร์ และ มัทไธจส์ เดอ ยอง ไม่สามารถเชียร์ชาติอันเป็นที่รักของตัวเองได้ ด้วยความที่เป็นทีมงานด้านสื่อระดับมือต้นๆของฮอลแลนด์ คราเมอร์ มองไปไกลกว่านั้น การเเข่งขันของทั้งสองทีมอาจจะเป็นเพียงเกมๆหนึ่งที่ผ่านมาและผ่านไปหากไม่มีการบันทึกเอาไว้ นั่นจึงทำให้ คราเมอร์ และบริษัทของเขา KesselsKramer ตัดสินใจใช้โอกาสถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆในแง่ที่เกี่ยวกับการเเข่งขันเกมนี้รวมถึงบันทึกทุกเหตุการณ์สำคัญเอาไว้เพื่อนำไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์สารคดีภายใต้ชื่อเรื่อง “The Other Final” หรือ “อีกหนึ่งเกมชิงชนะเลิศ” เพื่อให้ทั้งโลกได้รับรู้ว่ามีเกมกระชับมิตรเกมนี้เกิดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นกำหนดการของของการชิงแชมป์เวิลด์คัพ 2002
“มันเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กๆ แต่สิ่งแรกที่ผมเริ่มทำหลังจากนั้นคือการส่งแฟ็กซ์ 2 ฉบับไปยัง 2 สมาคมฟุตบอลของทั้งสองชาติ จากนั้นเราก็รอปฎิกิริยาตอบรับอย่างใจจดใจจ่อ” เขาเริ่มร่างความฝันให้กลายเป็นความจริง และแล้วสิ่งที่เขาเฝ้ารอก็ได้รับการตอบกับ ทั้ง 2 สมาคมก็มาถึง ความคิดหลุดโลกของเขากลับกลายเป็นความชอบใจที่ตรงกัน และการดำเนินงานที่เป็นรูปเป็นร่างก็เกิดขึ้น
“เมื่อผมส่งแฟ็กซ์ไปถึงการตอบกลับของทั้งสองประเทศตรงกัน นั่นคือชอบไอเดียนี้ อย่างไรก็ตามผมต้องใช้เวลาต่อไปอีกนานพอดู เพื่อทำให้พวกเขาเชื่อว่าผมเอาจริง และนี่จะเป็นเกมการเเข่งขันที่จริงจังเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะฟุตบอลระดับไหนก็ย่อมมีโอกาสที่จะเฉลิมฉลองทั้งนั้น” เดอ ยอง อธิบายเพิ่ม หลังจากกล่อมกันอยู่นานและได้รับการตบปากรับคำเป็นที่เรียบร้อย แต่ปัญหาต่อไปคือเรื่องของเงินทุนในการนำทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชและนักเตะของ มอนต์เซอร์รัต บินข้ามฟ้ามาลงเเข่งขันที่สนาม ชางลิมิทัง สนามกีฬาแห่งชาติของภูฎานและเตรียมการสำหรับการจัดการเเข่งขัน “ไฟนอลดรีม” เกมนี้
นั่นทำให้หัวเรือใหญ่อย่าง KesselsKramer ต้องติดต่อสปอนเซอร์ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนในวงการสื่อและแบรนด์กีฬาชั้นดังจากทั่วโลกเพื่อที่จะทำให้พวกเขาควักเนื้อน้อยที่สุด
นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุดที่ เดอ ยอง และ คราเมอร์ จะขายไอเดียของเขาเพื่อแลกมาซึ่งเงินทุน ไม่มีบริษัทใดเลยตอบกลับสำหรับเรื่องนี้ เพราะเหล่าแบรนด์กีฬาดังเลือกที่จะนำชื่อของพวกเขาไปนำเสนอผ่านศึกฟุตบอลโลก 2002 ดีกว่าจะมาลงทุนที่สูญเปล่ากับการขายฝันนี้
และแน่นอนว่างานนี้พวกเขาเข้าเนื้อไปเต็มๆ เพราะถึงแม้ว่าจะไร้ความสนใจจากเหล่าสปอนเซอร์ แต่อย่างไรเสียความฝันของทั้งคู่ยังแน่วแน่และเดินต่อไป
อย่างไรก็ตามความโชคดีในความโชคร้ายคือเมื่อเกมนี้ไม่มีผู้สนับสนุนหรือโฆษณาเชิงพาณิชย์ มันจึงเป็นเกมคู่ขนานของฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศที่มีเงินสนับสนุนทั้งในแง่การจัดการและรางวัลสำหรับผู้ชนะมากมายหลายพันล้าน นั่นยิ่งส่งให้ “The Other Final” กลายเป็นเกมที่แสดงถึงสปิริตและจิตวิญญาณ และกลายเป็นโอกาสดีของทั้งสองชาติที่จะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อไม่มีเงินมาเกี่ยวข้อง เกมๆนี้จึงเป็นที่สนใจของสื่อจากทั่วโลกถึง 55 ประเทศ ที่เดินทางมารายงานข่าวเรื่องนี้ และจากนั้นแง่มุมดีๆของทั้ง ภูฎาน และ มอนต์เซอร์รัต ถูกนำเสนอให้ทั้งโลกได้รู้จักมากขึ้น ตอนนี้มันคืองานใหญ่แบบไม่ตั้งใจไปเสียเเล้ว
เกมนี้มีผู้ชมเข้ามาชมการเเข่งขันกว่า 25,000 คน นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดสดให้ชาวภูฎานทั้งประเทศได้รับชมผ่านโทรทัศน์ และในเมื่อมันคือเกมแห่งความรัก ความหวัง และมิตรภาพ จึงไม่มีการเก็บเงินค่าเข้าชมจากทุกที่นั่ง ไม่มีเกมใดในประวัติศาสตร์ลูกหนังของทั้งสองชาติที่จะได้รับการต้อนรับด้วยจำนวนคนดูมากมายขนาดนี้ นี่คือเกมที่พวกเขาเล่นต่อหน้าความสนใจมากที่สุด และนั่นทำให้ “The Other Final” กลายเป็นเกมแห่งความทรงจำสำหรับผู้เล่นทุกคนในสนามและสักขีพยานที่เข้าชมทุกชีวิต
90 นาทีจบลงด้วยภูฎานเจ้าบ้านเอาชนะไปได้ขาดลอย 4-0 วังเก ดอร์จี กองหน้าของพวกเขาทำแฮตทริกได้ และอีกหนึ่งประตูเป็นของ ดีเนช เชตรี ซึ่งชัยชนะนัดนี้เป็นชัยชนะแมตช์แรกของ ภูฎาน นับตั้งแต่ที่พวกเขาก่อตั้งทีมฟุตบอลมาตั้งแต่ปี 1982 อีกด้วย
เดอ ยอง และ คราเมอร์ 2 ชาวดัตช์ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดเเข่งเกมแห่งตำนานเกมนี้ นั่งลงดูเกมด้วยกันตามประสาเพื่อนกับเพื่อน พวกเขายังคงตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากความคิดง่ายๆ แต่กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทุกเหตุการณ์สำคัญและทุกวินาทีของ “The Other Final” ถูกบันทึกเอาไว้ในม้วนฟิล์มที่แสนมีค่า หลังจากเก็บทุกความประทับใจกลับไปถึงเเดนกังหัน คราเมอร์ นำไปตัดต่อจนกลายเป็นภาพยนตร์สารคดีและส่งประกวดเข้าชิงรางวัลในเทศกาล อาวีญง ฟิล์ม เฟสติวัล ปี 2003 และแน่นอนว่า “The Other Final” คว้ารางวัล สารคดียอดเยี่ยม ไปครองในท้ายที่สุด ช่วงเวลาหลังจากที่เรื่องของ “The Other Final” โด่งดัง วงการฟุตบอลของภูฎาน และ มอนต์เซอร์รัต ก็ดีขึ้นตามลำดับ
มอนต์เซอร์รัต สามารถนำชัยชนะมาสู่เกาะของพวกเขาได้อีกครั้งอีกถึง 4 เกม ในปี 2014 พวกเขาเอาชนะ บอเเนร์ ไป 4-0 ในเกมรอบคัดเลือกศึกแคริเบียน คัพ และหลังจากนั้นพวกเขาก็เกือบจะได้ไปเล่นรอบคัดเลือกรอบสุดท้าายหลังจากแพ้ คูราเชา ด้วยสกอร์รวม 3-4 ณ ตอนนี้ มอนต์เซอร์รัต ไม่ใช่ทีมที่แพ้เละทุกนัดอีกต่อไปและพวกเขากำลังรอโอกาสครั้งต่อไปอย่างจดจ่อ ขณะที่ภูฎาน นั้นดีขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขาสามารถถล่มกวม 6-0 และจากนั้นอีกไม่นานพวกเขาพัฒนาจนถึงขั้นเอาชนะ ศรีลังกาไป 3-1 ซึ่งเป็นชัยชนะนัดแรกในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกปี 2014 อีกด้วย

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here