ย้อนกลับไปในช่วงมีนาคม 2020 ซึ่งเป็นเวลาที่ไวรัส COVID-19 เริ่มแพร่ระบาดไปทั่วโลก ฮังการี เป็นหนึ่งในชาติแรก ๆ ที่ตัดสินใจสั่งปิดโรงเรียน สถานที่ทำงาน และชายแดน เพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อแพร่กระจายในเขตแดนของตน มาตรการดังกล่าว ช่วยให้ ฮังการี พบผู้ติดเชื้อใหม่ไม่เกิน 100 คน/วัน ได้นานถึง 5 เดือน ก่อนจะมีการระบาดระลอก 2 ในเดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งพบผู้ติดเชื้อสูงสุดที่ประมาณ 5,000 คน/วัน
แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น เมื่อมีวัคซีนเข้ามาในประเทศช่วงกลางเดือนมกราคม 2021 แต่พวกเขาก็เผชิญกับการระบาดระลอก 3 ที่ครั้งนี้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงมากกว่า 10,000 คน/วัน เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้วยอัตราการระบาดที่สูงขนาดนี้ ก็อาจดูเหมือนว่า สถานการณ์ของ ฮังการี จะเข้าตาจนเสียแล้ว เพราะพวกเขามีเวลาแค่ 2 เดือนเท่านั้น เพื่อเร่งให้ทุกอย่างทุเลาลง
ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มากอบกู้สถานการณ์ไว้ได้ คือการเร่งอนุมัติวัคซีนของรัสเซียและจีน ทำให้ ฮังการี กลายเป็นประเทศแรกในทวีปยุโรป ที่เริ่มฉีดวัคซีน ซิโนฟาร์ม และ สปุตนิก วี ให้กับประชาชนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 แม้ทาง EU จะยังไม่รับรองก็ตาม

แน่นอนว่าพวกเขายังคงมีวัคซีน ไฟเซอร์, โมเดอร์น่า, แอสตร้าเซเนก้า, และ จอห์นสัน & จอห์นสัน ให้ประชาชนเลือกฉีดได้อยู่ ตามจำนวนที่มีการสั่งและได้รับการส่งมอบมา โดยจากข้อมูลที่ได้รับนั้น ทาง ฮังการี ไม่มีการอนุมัติให้ฉีดวัคซีน ซิโนแวค แต่อย่างใด
ด้วยมาตรการเร่งฉีดวัคซีน ที่มาควบคู่กับการปิดประเทศแบบเข้มข้นอีกครั้ง จึงทำให้ วิกตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจคลายมาตรการป้องกัน COVID-19 จำนวนมากไปตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ไล่ตั้งแต่การไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยในพื้นที่เปิดโล่ง และปลดล็อกให้สามารถจัดงานที่รวมตัวกันได้ไม่เกิน 500 คน พร้อมกับเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ซึ่งรวมถึงบรรดาแฟนบอลผู้ต้องการเข้ามารับชมศึก ยูโร 2020 ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยนั่นเอง
ถึงแม้ยอดผู้ติดเชื้อจะลดลง และมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนไปมากกว่า 50% ของประชากรเป็นที่เรียบร้อย แต่ อังกฤษ ที่เผชิญสถานการณ์ในทางบวกเหมือนกับ ฮังการี ก็ยังเลือกที่จะเปิดประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไปอยู่ ดังนั้น มันต้องมีเหตุผลที่มากกว่าแค่เรื่องของการจัดการโรคระบาดซ่อนอยู่เป็นแน่แท้
รัฐบาลฮังการี โดยเฉพาะ ออร์บาน หลงรักในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งอีกครั้งในปี 2010 ออร์บาน ก็ตัดสินใจที่จะโฟกัสไปกับการพัฒนากีฬาในบ้านเกิดของเขา โดยเฉพาะกับวงการฟุตบอล ที่มีทั้งการทุ่มทุนสร้างสนามใหม่ พร้อมกับยกระดับคุณภาพของลีก และอคาเดมีเพื่อฝึกฝนเยาวชน ด้วยงบประมาณสูงกว่า 88,000 ล้านบาท ตลอดเวลา 11 ปีที่เข้ารับตำแหน่งเลยทีเดียว


ซึ่งนั่นก็ให้ผลที่ดีไม่น้อย เมื่อสโมสรจาก ฮังการี สามารถเข้ามาถึงรอบแบ่งกลุ่มทั้งถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และยูโรป้าลีก ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปีล่าสุดนี้ ก็มีทางสโมสร เฟเรนซ์วารอส ที่เก็บมาได้ 1 คะแนนจากการเสมอกับ ดินาโม เคียฟ ก่อนจะมาแพ้ทั้ง บาร์เซโลน่า และ ยูเวนตุส แบบไปกลับ
และแน่นอนว่าการทุ่มงบต่าง ๆ เหล่านี้ คงไม่ได้มาจากแค่เพราะ ออร์บาน มีใจรักในฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่เนื่องจากในปี 2022 จะมีการเลือกตั้งนายกฯ ใหม่อีกครั้ง ซึ่งตามกฎหมายของ ฮังการี ไม่มีข้อจำกัดว่าแต่ละคนสามารถดำรงตำแหน่งได้กี่สมัย จึงทำให้ ออร์บาน สามารถลงสมัครเพื่อท้าชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 5 ได้โดยไม่มีปัญหาอะไร


เช่นเดียวกับการที่พวกเขาเสนอตัวรับหน้าเสื่อเป็นสนามกลาง สำหรับศึก UCL รอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อทั้งคู่ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แอร์เบ ไลป์ซิก และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ที่ไม่อาจเตะเหย้าเยือนได้ตามปกติ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทาง มาขอใช้ ปุสกัส อารีน่า เป็นสนามกลาง ซึ่งเป็นการสร้างภาพจำให้สนามแห่งนี้ ที่ทุ่มทุนสร้างไปมากกว่า 20,000 ล้านบาท หลังจากเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2019
และยิ่งเมื่อมองว่า โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดยูโร 2020 คงไม่หวนกลับมาสู่ดินแดนของพวกเขาอีกในเร็ววันนี้ นี่ถือเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการแสดงให้เห็นภาพลักษณ์ของตัวผู้นำ และประเทศ ฮังการี ในภาพรวม ว่ามีความพร้อมสำหรับการจัดงานระดับนี้แล้วเช่นกัน
แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงแค่ 4 นัดเท่านั้น แต่ภาพของแฟนบอลที่เต็มความจุของสนาม ก็ย่อมถูกพูดถึงไปอีกนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่เป็นสนามเดียวในการแข่งขันครั้งนี้ ที่สามารถเปิดให้ผู้ชมเข้ามาจนเกือบเต็มความจุของสนาม

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here