1. อังเดร วิลลาส -โบอาส
กุนซือหนุ่มชาวโปรตุเกสที่ครั้งหนึ่งได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือลายมือคล้ายกับรุ่นพี่ร่วมชาติอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ทั้งเรื่องสไตล์การคุมทีม รวมไปถึงเส้นทางการคุมทัพที่สามารถแจ้งเกิดกับ ปอร์โต้ ได้สำเร็จ ก่อนได้โอกาสโยกย้ายไปเป็นนายใหญ่ของ เชลซี แต่ทว่าถ้าจะมีอะไรแตกต่างคือความสำเร็จ และเส้นทางต่อจากนั้น
ชื่อของ อังเดร วิลลาส -โบอาส เริ่มเป็นที่คุ้นหูของแฟนบอลในช่วงปี 2010 ที่สามารถพา ปอร์โต้ เถลิงบัลลังก์คว้า 4 แชมป์ภายในฤดูกาลเดียวโดยแบ่งเป็นแชมป์ในโปรตุเกส 3 รายการ พ่วงด้วยแชมป์ยูโรปา ลีก ที่รอบชิงชนะเลิศเฉือนเอาชนะเพื่อนร่วมชาติอย่าง บราก้า 1-0 จากประตูชัยของ รามาเดล ฟัลเกา จากนั้นในช่วงซัมเมอร์ 2011 เจ้าตัวก็โยกย้ายออกไปหาประสบการณ์กับ เชลซี แต่ทว่าความฝันที่คิด กับความเป็นจริงช่างแตกต่างกัน เมื่อเขาได้โอกาสอยู่ตำแหน่งเพียง 247 วันเท่านั้น พร้อมสถิติคุมทีม 40 นัด เอาชนะ 20 เสมอ 10 และ แพ้ 10 เกม แน่นอนสถิติแบบนี้ไม่เพียงพอสำหรับทัพ “สิงห์บลูส์”
จากนั้น โบอาส ก็ได้งานใหม่แต่ยังคงอยู่ในอังกฤษ นั้นก็คือ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นเคย ก่อนระหกระเหินไปทำงานในรัสเซียกับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งที่นี่เขาพาทีมสอยแชมป์มาครองได้มากถึง 3 โทรฟี่ จากนั้นช่วงปี 2016 ก็ย้ายไปโกยเงินหยวนที่ไชนีส ซูเปอร์ลีก กับ เซียงไฮ้ เอสไอพีจี ก่อนกลับมาในยุโรปอีกครั้งกับ โอลิมปิก มาร์กเซย ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2019 แต่ทว่าสุดท้ายฉากจบก็ไม่สวยงามมากนักเมื่อเจ้าตัวขัดแย้งกับบอร์ดบริหารเรื่องการซื้อนักเตะที่ไม่ยอมมาปรึกษากับเขาก่อน ทำให้เจ้าตัวประกาศลาออกจากตำแหน่งแบบดื้อๆ ก่อนจะลงสนามแข่งขันในนัดที่ 23 ของศึกลีก เอิง แบบเซอร์ไพรส์แฟนบอล และผู้บริหารของทีม ซึ่งตอนนี้ อังเดร วิลลาส -โบอาส กลายเป็นกุนซือว่างงานนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 เป็นต้นมา


2. ฆูเลน โลเปเตกี
นายใหญ่ชาวสเปนที่เริ่มไต่เต้าในเส้นทางกุนซือจากการคุมทีมเยาวชนไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติสเปน ชุดยู-17 ปี, เรอัล มาดริด เบ รวมไปถึงคุมทัพ “กระทิงดุ” 3 ชุด ไล่มาตั้งแต่ ยู-19, ยู-20 และ ยู-21 ก่อนที่จะออกไปหาประสบการณ์ยังต่างแดนกับ ปอร์โต้ ในช่วงปี 2014 ซึ่งคุมทัพได้อยู่ราวๆ 2 ปี ก็ได้กลับมาทำงานในบ้านเกิดอีกครั้งในบทบาทกุนซือใหญ่ทีมชาติสเปน
ย้อนกลับไปช่วงปี 2016 ทัพ “กระทิงดุ” กำลังมองหาตัวแทนของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ที่ได้วางมือไป ซึ่งก็เป็น โลเปเตกี ที่ได้โอกาสเข้าสานงานต่อในทันที โดยผลงานกับทีมชาติสเปนถือว่ายอดเยี่ยมเป็นอย่างมากรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 เขาทำสถิติชนะ 9 เสมอ 1 จากการลงเล่นทั้งหมด 10 นัด จบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม คว้าตั๋วไปเล่นรอบสุดท้ายได้อย่างสง่างาม
แต่ทว่าสุดท้ายเจ้าตัวก็ไม่ได้ทำหน้าที่บัญชาทีมในการลงเล่น เพราะว่าโดนสหพันธ์ฟุตบอลสเปนตัดสินใจปลดออกจากตำแหน่ง เพราะเจ้าตัวดันไปเจรจาคุมทัพ เรอัล มาดริด ล่วงหน้า นั้นเอง ส่วนผลงานของเขากับทัพ “ราชันชุดขาว” บอกได้เลยว่าดำดิ่งลงเหวประเดิมเกมแรกอย่างเป็นทางการในศึก ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ด้วยการโดน แอต.มาดริด ถลุงไปถึง 4-2 กลายเป็นกุนซือคนแรกในรอบ 70 ปีที่ประเดิมการคุม “ราชันชุดขาว” ด้วยการโดนเปิดซิงถึง 4 ประตู
จากนั้น โลเปเตกี ก็อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 2 เดือน ก็โดนตะเพิดพ้นตำแหน่ง แม่ช่วงแรกจะออกสตาร์ทเกมลีกด้วยชัยชนะ 3 นัดติดต่อกัน แต่ทว่าหลังจากนั้นภาพก็เริ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวแพ้ เดี๋ยวเสมอ วนเวียนอยู่แบบนั้นจนทีมตัดสินใจประกาศแยกทางในทันที สุดท้ายแม้จะมีผลงานที่ผิดหวังกับ เรอัล มาดริด แต่ทว่าการได้โอกาสจับงานคุมทัพ เซบีย่า ก็เหมือนการกู้ชื่อให้กับเขาเมื่อสามารถกรุยทางพาทีมคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก เมื่อซีซั่น 2019-20 ได้สำเร็จ ก่อนที่จะได้คุมทีมจวบจนทุกวันนี้ที่พา เซบีย่า ยืนอยู่หัวตารางเบียดแย่งลุ้นแชมป์กับอดีตทีมของเขาอยู่นั้นเอง


3. กิเก้ เซเตียน
แม้ชื่อชั้นอาจจะไม่ได้อยู่ในท็อปลิสต์ของสุดยอดกุนซือ แต่ชื่อของ กิเก้ เซเตียน ก็ถูกบรรจุอยู่ในความทรงจำของสโมสร บาร์เซโลน่า ในฐานะกุนซือของทีม แม้สุดท้ายฉากจบอาจจะไม่สวยงาม เพราะด้วยผลงานที่เขาไม่อาจรังสรรค์ให้ทัพ “อาซูลกราน่า” ประสบความสำเร็จ และเล่นฟุตบอลในสไตล์ที่แฟนบอลต้องการอยากจะเห็นได้
เซเตียน เริ่มมีชื่อเสียงในด้านกุนซือในช่วงที่คุมทัพ ลาส ปัลมาส ช่วงปี 2015 ก่อนมาแจ้งเกิดกับ เรอัล เบติส ในปี 2017 ซึ่งเพียงฤดูกาลแรกเจ้าตัวก็สร้างเซอร์ไพร์สด้วยการพาทีมจบอันดับที่ 6 ของตารางคะแนน พร้อมกับพาทีมไปลุยศึกยูโรปาลีก ในซีซั่นถัดไป แม้ขวบปีที่สองอาจจะไม่ค่อยสวยงามมากนักเพราะเขาพาทีมจบกลางตารางเท่านั้น แต่มันก็พอจะชดเชยที่พาทีมไปได้ไกลถึงรอบรองชนะเลิศในศึกโกปา เดล เรย์ ก่อนที่จะมาแยกทางกันไปเมื่อจบซีซั่น 2018-19 ทำให้เขาว่างงานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จนกระทั่งวันที่ 13 มกราคม 2020 บาร์เซโลน่า ได้ทำการประกาศปลด เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ออกจากตำแหน่งกุนซือของทีม ซึ่งในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา สโมสรก็ได้ประกาศต่อเลยว่า กิเก้ เซเตียน ชายวัย 61 ปี จะมาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีมพร้อมกับเซ็นสัญญา 2 ปีครึ่ง พร้อมความหวังว่าเขาจะเข้ามาปลุกทีมขึ้นมาอีกครั้ง เพราะด้วยสไตล์ฟุตบอลเกมรุก เน้นการครองบอลน่าจะเข้ากับ DNA ของ บาร์เซโลน่า ได้เป็นอย่างดี
ซึ่งจะว่าไปถ้าพูดกันถึงเรื่องของตัวเลขเพียงอย่างเดียวถือว่า เซเตียน มีสถิติที่พอถูกไถได้อยู่เพราะเขาคุมทัพ “อาซูลกราน่า” เก็บชัยชนะได้มากถึง 16 นัด จากการคุมทีม 25 เกม แต่ทว่าด้วยความที่พลาดแชมป์ทั้งลาลีกา สเปน รวมไปถึงตกรอบก่อนรองชนะเลิศศึกโกปา เดล เรย์ ทำให้สถานะของเขาเริ่มสั่นคลอนมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายจะมาขาดหลังจบเกมที่ บาร์เซโลน่า แพ้แบบเละเทะต่อ บาเยิร์น มิวนิค 2-8 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก ทำให้สุดท้ายบอร์ดบริหารของ บาร์เซโลน่า จัดการปลดออกจากตำแหน่งในทันที ส่งผลให้ เซเตียน กลายเป็นกุนซือว่างงานจวบจนทุกวันนี้


4. เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่
กุนซือกหนุ่มไฟแรงที่แจ้งเกิดในบทบาทกุนซือกับการคุมทัพ เซาแธมป์ตัน ก่อนที่ไฟสปอร์ตไลท์จะเริ่มสาดส่องมากยิ่งขึ้นในช่วงระหว่างที่ได้โยกมาคุมทัพ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ เพราะต้องบอกว่าช่วงเวลาราว 5 ปี กับทัพ “ไก่เดือยทอง” เขาสถาปนาให้สโมสรแห่งนี้กลายเป็นทีมที่น่ายำเกรง พร้อมเอาชนะทุกทีมที่เผชิญหน้าด้วย
ไฮไลท์อยู่ที่การปลุกปั้นนักเตะจนมีผลงานที่จับต้องได้ไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, ซอน ฮึง-มิน หรือ เดเล่ อัลลี แม้จะไม่ได้ลงตลาดซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมมากนัก แต่เขาสามารถเค้นศักยภาพของนักเตะออกมาต่อกรกับเหล่าทีมชั้นนำของลีกได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมซิวตั๋วไปลุยศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นกรุยทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศมาแล้ว ไหนจะพาทีมเกือบเป็นแชมป์ลีกเมื่อซีซั่น 2016-17 อีก
ฉะนั้นด้วยผลงานระดับนี้ทำให้เนื้อตัวของ “พอช” ค่อนข้างหอมฉุยได้รับความสนใจจากหลายสโมสรใหญ่ในยุโรป และพลันที่เขาแยกทางกับทัพ “ไก่เดือยทอง” ไม่นานก็ได้รับการทาบทามจากยักษ์ใหญ่แห่งฝรั่งเศสอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่สุดท้ายปิดดีลคว้าตัวเขาไปคุมบังเหียนได้สำเร็จ แต่ทว่าดูเหมือนงานตรงนี้มันจะเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของเขาที่ยังไม่สามารถแสดงฝีมือที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ เมื่อซีซั่นก่อนการพลาดแชมป์ลีก เอิง ถือว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะด้วยขุมกำลังของนักเตะ ด้วยความเคารพพวกเขาควรคว้าโทรฟี่มาครองได้แบบง่ายๆ แต่ทว่ากลับโดน ลีลล์ เบียดเข้าป้ายคว้าแชมป์ไปครองหน้าตาเฉย
ส่วนในซีซั่นนี้แม้ตอนนี้จะนำเป็นจ่าฝูงของศึกลีก เอิง มีแต้มนำหน้าอันดับ 2 อย่าง ล็องส์ ไกลถึง 7 คะแนน แต่ทว่าผลงานโดยรวมมันยังไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่นัก รวมไปถึงในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ที่แม้จะยังไม่แพ้ใครแต่ฟอร์มในสนามยังไม่ค่อยโสภาเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตามคงต้องให้เวลา โปเช็ตติโน่ กันอีกสักหน่อยเขาอาจค่อยๆ ปล่อยของออกมาก็ได้ เพราะอย่างไรเสียเป้าหมายของ เปแอสเช คือการเป็นแชมป์เท่านั้น โดยเฉพาะถ้วยบิ๊กเอียร์ที่เหล่าบอร์ดบริหารถวิลหาเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้า “พอช” ไม่สามารถดลบันดาลหามาให้ได้ โอกาสตกจากเก้าอี้ตัวนี้ก็มีมากเหลือเกิน


5. เดวิด มอยส์
“The chosen one” นี้คือคำที่ติดอยู่ในสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในวันที่ เดวิด มอยส์ ก้าวมาเป็นกุนซือของ แมนฯ ยูไนเต็ด เพื่อสืบทอดบัลลังก์ต่อจากบรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นอกจากนั้นนี่คือนายใหญ่ที่ “ป๋าเฟอร์กี้” จัดการชี้นิ้วสั่งด้วยตัวเองว่าเหมาะสมกับการเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้มากที่สุด ย้อนกลับไป มอยส์ สร้างชื่อมาด้วยการคุมทัพ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งตลอดระยะเวลา 11 ปี เขาพาทัพ “ทอฟฟี่” กลายเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลสวยงาม และสามารถแหกด่านเหล่าท็อปโฟร์ในห้วงเวลานั้นขึ้นไปสูดลมหายใจใน 4 อันดับแรกของศึกพรีเมียร์ลีก และด้วยเหตุนี้ทำให้เขาถูกขนานนามว่าเป็นกุนซือที่เก่งเอามากๆ ถ้าเทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์ เพราะขนาดไม่ได้เงินช้อปปิ้งซื้อนักเตะมากมายนัก แต่ทว่าก็ยังสามารถเข็น เอฟเวอร์ตัน ให้กลายเป็นทีมแถวหน้าได้
แต่ทว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นมันแทบจะไม่ได้รับการพูดถึงเลยเมื่อโยกมารับงานคุมทัพ “ปีศาจแดง” เขาอยู่ในตำแหน่งเพียง 10 เดือนเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวมันอาจจะมากไปด้วยซ้ำถ้าเทียบกับผลงานของทีมในช่วงที่ผ่านมา บทสรุปตัวเลข มอยส์ คุมทัพ “ปีศาจแดง” ไปทั้งหมด 51 นัด แบ่งเป็นชนะ 26 เสมอ 10 และ แพ้ 15 เกม วีรกรรมก่อนที่เจ้าตัวจะโดดเด้งจากเก้าอี้คือพา แมนฯ ยูไนเต็ด ยืนหยัดอยู่อันดับ 7 ของตาราง ตามหลังท็อปโฟร์ 9 คะแนน ส่วนในรายการบอลถ้วย ตกรอบ แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยการพ่าย บาเยิร์น มิวนิค ด้วยสกอร์รวม 4-2, เอฟเอ คัพ โบกมือลาตั้งแต่ลงเล่นรอบ 3 ด้วยการเปิดบ้านแพ้ สวอนซี 1-2 ส่วน ลีก คัพ ตกรอบรองชนะเลิศด้วยการพ่ายจุดโทษ ซันเดอร์แลนด์ ภายหลังสกอร์รวม 2 นัด เสมอกัน 3-3 เพียงนี้แค่ก็มากพอในการมีน้ำหนักในการตะเพิดเขาพ้นจากตำแหน่งเก้าอี้แล้ว
ซึ่งหลังออกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ดูเหมือนชีวิตเขาจะเป๋ไปมากพอควร ไปจับงานคุมทัพ เรอัล โซเชียลดัด ก็ไม่รุ่ง กลับมาอังกฤษเป็นนายใหญ่ของ ซันเดอร์แลนด์ ก็พาทีมตกชั้นจากลีกสูงสุดอีก แน่นอนด้วยผลงานแบบนี้เครดิตของ มอยส์ ถูกลดทอนไปมากพอสมควร แต่ทว่ากับการได้โอกาสกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หนแรกเมื่อปี 2017 ก็พอจะทุเลาความเจ็บปวดได้ โดยหลังเข้าคุมทัพ “ขุนค้อน” มอยส์ ก็ค่อยๆ รักษาระดับจนพา เวสต์แฮม จบในอันดับ 13 ของตารางคะแนน ก่อนแยกทางกันไปหลังจบซีซั่น
ทางฝั่ง “ขุนค้อน” ก็ไปทาบทาม มานูเอล เปเยกรินี่ มานั่งแท่นกุนซือ แต่ทว่าก็คุมทีมได้อยู่ราว 1 ฤดูกาลครึ่งก็ต้องแยกทาง ก่อนที่บอร์ดบริหารจะหันกลับไปจีบให้ มอยส์ มารับงานอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการกลับมาคุมทัพ เวสต์แฮม อีกครั้งในช่วงเวลาที่ห่างจากครั้งแรกไม่นาน ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ มอยส์ ค่อยๆ แต่งเติมเสริมทีม ซึ่งเราได้เห็นพัฒนาของทีมแบบภาพชัดเจนคือเมื่อซีซั่นที่แล้ว เมื่อ มอยส์ พาทีมจบในอันดับที่ 6 ของตารางคะแนน ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม ทำให้ชื่อของเขาได้รับการจับตามองอีกครั้ง และรักษามาตรฐานจวบจนปัจจุบันที่พา เวสต์แฮม กลายเป็นทีมที่น่ากลัว ยึดหัวตารางท็อปโฟร์ในตอนนี้ได้อย่างสง่างาม

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here