1. เอซี มิลาน (1992-1993)
ซีซันแรกที่เปลี่ยนมาใช้ชื่อ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก นั้นยังใช้ระบบการเแข่งขันเป็น 3 รอบคือ รอบแรก, รอบ 2 (2 รอบนี้เตะแบบเหย้า-เยือน) และ รอบแบ่งกลุ่มซึ่งจะมี 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม จากนั้นเอาอันดับ 1 ของทั้งสองกลุ่มมาเล่นในรอบชิงชนะเลิศต่อไป
มิลาน คือยอดทีมในยุคนั้น พวกเขาโชว์ความยอดเยี่ยมด้วยการชนะรวด 4 นัดใน 2 รอบแรกและผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มโดยพวกเขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 1 ร่วมกับ เอฟซี ปอร์โต้, พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน และ ไอเอฟเค โกเตเบิร์ก และยังร้อนแรงไม่หยุดด้วยการเก็บชัยชนะรวดอีก 6 เกม โดยิงได้ 11 ประตูและเสียเพียง 1 ประตูเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าพวกเขาชนะ 10 นัดรวดตั้งแต่รอบแรกเลยทีเดียว
แต่น่าเสียดายที่ขุนพล รอสโซเนรี ต้องมาโดน โอลิมปิก มาร์กเซย เฉือนเอาชนะไป 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศชนิดหักปากกาเซียนทั้งโลก กลายเป็นราชาที่ไร้มงกุฏไปอย่างน่าเสียดาย


2. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (1994-1995)
สำหรับในซีซันนี้มีการเปลี่ยนกฎเล็กน้อยโดยเพิ่มทีมที่เข้ามาเล่นในรอบแบ่งกลุ่มเป็น 16 ทีมและแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม โดย เปแอชเช นั้นต้องไปเล่นรอบคัดเลือกก่อน 2 นัดก่อนจะผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม โดยพวกเขาถูกจับให้อยู่ในกลุ่ม บี ที่มี บาเยิร์น มิวนิค, สปาร์ตัค มอสโคว์ และ ดินาโม เคียฟ
ขุนพล ปารีเซียง ของกุนซือ หลุยส์ แฟร์นันเดซ สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดบ้านเอาชนะ เสือใต้ ไปได้ในนัดแรก 2-0 หลังจากนั้นพวกเขาก็ติดเครื่องเก็บชัยอีก 5 นัดรวด ยิงไปทั้งหมด 12 ประตูและเสียไป 3 ประตู แถมยังฮ็อตอย่างต่อเนื่องด้วยการเขี่ย บาร์เซโลนา ตกรอบควอเตอร์ไฟนอล แต่ก็มาโดน เอซี มิลาน หยุดเอาไว้เพียงรอบเซมิไฟนอล ก่อนที่ขุนพล รอสโซเนรี จะไปพ่ายให้ อาแจ็กซ์ ในรอบชิงชนะเลิศในปีนั้น


3. สปาร์ตัค มอสโคว์ (1995-1996)
ระบบการแข่งขันยังคงใช้ระบบเดิมจากซีซันก่อนคือรอบแบ่งกลุ่มจะมี 4 กลุ่มและรอบน็อคเอ้าท์อีก 2 รอบก่อนจะถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยยอดทีมจากรัสเซียอยู่ในกลุ่ม บี ร่วมกับ ลิเกีย วอร์ซอว์, โรเซนบอร์ก และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส จาก พรีเมียร์ลีก
สปาร์ตัค ของกุนซือ โอเล็ก โรมันเชฟ โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการยิงไปทั้งหมด 15 ประตูและเสีย 4 ประตู แต่ก็ต้องไปหยุเพียงแค่รอบควอเตอร์ไฟนอลจากการแพ้ให้กับ น็องต์ แชมป์ ลีกเอิง ด้วยสกอร์รวม 4-2


4. บาร์เซโลนา (2002-2003)
ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก เปลี่ยนระบบใหม่อีกครั้งโดยให้มีการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มถึง 2 รอบโดยในรอบแรกมี 32 ทีมแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มและเอาทีมอันดับ 1 และ 2 ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มรอบที่ 2 ซึ่งจะมี 4 กลุ่มประกอบด้วย 16 ทีมก่อนจะเข้าสู่รอบน็อคเอ้าท์ต่อไป
บาร์เซโลนา ภายใต้การคุมทีมของ “อาจารย์ปู่” หลุยส์ ฟาน กัล เก็บชัยชนะ 9 นัดรวดสร้างสถิติอันยอดเยี่ยมในเวลานั้น โดย 6 นัดแรกมาจากรอบแบ่งกลุ่มรอบแรกที่พวกเขาอยู่ในกลุ่ม เอช มีเพื่อนร่วมสายอย่าง คลับ บรูก, กาลาตาซาราย และ โลโคโมทีฟ มอสโคว์ โดยยิงได้ 13 ประตูและเสีย 4 ลูก
มาถึงรอบแบ่งกลุ่มรอบ 2 บาร์ซา ก็ยังร้อนแรงเก็บได้ 16 คะแนนจาก 6 นัดแต่พวกเขาก็ต้องตกรอบควอเตอร์ไฟนอลด้วยน้ำมือของ ยูเวนตุส ยอดทีมจาก กัลโช เซเรีย อา ซึ่งสามารถผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ก่อนจะพ่าย เอซี มิลาน จากการดวลจุดโทษ


5. เรอัล มาดริด (2011-2012 และ 2014-2015)
ราชันชุดขาว เป็นทีมแรกที่สามารถเก็บชัยชนะ 6 นัดรวดในรอบแบ่งกลุ่มได้ถึง 2 ครั้ง ในยุคของ 2 ยอดกุนซืออย่าง โชเซ มูรินโญ และ คาร์โล อันเชล็อตติ ซึ่งได้เปลี่ยนมาใช้ระบบรอบแบ่งกลุ่มเหลือเพียงรอบเดียวเป็นที่เรียบร้อย
ในซีซัน 2011-2012 เรอัล มาดริด ของ “เดอสเปเชียลวัน” จัดว่าโหดเอาเรื่อง พวกเขาถือเป็นตัวเต็งในรายการนี้จากการมี คริสเตียโน โรนัลโด้ และบรรดาแข้งชั้นนำมากมายอยู่ในทีม โดยยิงไปทั้งหมด 19 ประตูเสียไปเพียง 2 ประตู แต่ก็ไม่สามารถทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ โดยไปแพ้การดวลจุดโทษต่อ บาเยิร์น มิวนิค ในรอบเซมิไฟนอลอย่างน่าเสียดาย
ส่วนซีซัน 2014-2015 โลส บลังโกส อยู่ร่วมสายกับ เอฟซี บาเซิล, ลิเวอร์พูล และ ลูโดโกเร็ตส์ และจัดการยิงไป 16 ประตูเสีย 2 ประตู แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันเหมือนเดิมโดยไปแพ้ ยูเวนตุส ตกรอบเซมิไฟนอลอีกครั้งด้วยประตูรวม 3-2


6. บาเยิร์น มิวนิค (2019-2020 และ 2021-2022)
ในซีซัน 2019-2020 บาเยิร์น อยู่ร่วมกุล่ม บี กับ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์, โอลิมเปียกอส และ เร้ดสตาร์ โดยซีซันนี้เป็นปีที่พวกเขาอยู่ในฟอร์มอันสุดยอด ยิงไปทั้งหมด 24 ประตูและเสีย 5 ประตู ซึ่งมีเกมที่ถล่มคู่แข่งแบบขาดลอยถึง 2 นัดทั้งการบุกไปยิง สเปอร์ส ที่ลอนดอน 7-2 และเอาชนะ เร้ดสตาร์ ได้ 6-0 และด้วยฟอร์มอันแข็งแกร่งเช่นนี้ทำให้พวกเขาเป็นทีมแรกที่ชนะรวดในรอบแบ่งกลุ่มและคว้าแชมป์ได้ในบั้นปลาย
ในขณะที่ล่าสุดสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อคืนวันพุธหลังเกมที่เปิดบ้านถล่ม บาร์เซโลนา ไป 3-0 ส่งลูกทีมของ ชาบี เอร์นันเดส ตกรอบแบ่งกลุ่มเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีลงไปเล่นใน ยูโรป้าลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทีม เสือใต้ ก็ทำสถิติเก็บชัยรวด 6 เกมสำเร็จอีกครั้ง โดยยิงไป 22 ประตูและเสียเพียง 3 ลูกเท่านั้น


7. ลิเวอร์พูล (2021-2022)
หลังการจับฉลากแบ่งกลุ่มเมื่อช่วงต้นซีซันใครจะไปคิดว่า ลิเวอร์พูล ซึ่งอยู่ใน “กรุ๊ปออฟเดธ” จะสามารถคว้าชัยชนะได้ 6 นัดรวดจากการมีเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง แอตเลติโก้ มาดริด, เอฟซี ปอร์โต้ และ เอซี มิลาน แต่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ก็แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของลูกทีม ด้วยการบุกไปเอาชนะ ตราหมี และ ทีมรอสโซเนรี ถึงถิ่น โดยเฉพาะเกมล่าสุดที่จัดชุดสำรองกว่า 80% ในการเยือน ซาน ซิโร่ โดยพวกเขายิงไปทั้งหมด 17 ลูกและเสีย 6 ประตู
อย่างไรก็ตามการทำสถิติครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่ 7 ในประวัติศาสตร์ แชมเปี้ยนส์ลีก ที่สามารถชนะรวด 6 นัดในรอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น แต่ยังถือเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้มี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ (ชนะ 5 เสมอ 1 ทั้งคู่) ที่เกือบทำสำเร็จมาแล้ว


8. อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (2021-2022)
ในซีซันนี้เป็นซีซันแรกที่มีทีมที่สามารถชนะรวด 6 นัดมากที่สุดถึง 3 ทีม และ อาแจ็กซ์ ก็เป็นสโมสรที่ 3 และบรรจุตัวเองเป็นสโมสรที่ 8 ในประวัติศาสตร์ แชมเปี้ยนส์ลีก ที่สามารถทำได้สำเร็จ
ยักษ์ใหญ่ของฮอลแลนด์ถูกจับให้มาอยู่ในกลุ่ม ซี โดยมี สปอร์ติ้ง ลิสบอน, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ เบซิคตัส เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม ซึ่งจะว่าไปเมื่อดูจากชื่อชั้นก็มีระดับที่ใกล้เคียงกันมาก อาจถือว่าเป็นอีกหนึ่ง “กรุ๊ปออฟเดธ” ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าลูกทีมของ เอริค เทน ฮาก ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและสม่ำเสมอมากกว่า
เกมที่แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นกว่าเพื่อนร่วมกลุ่มคือในนัดแรกที่บุกไปถล่ม สปอร์ติ้ง เละคาบ้าน 5-1 และนัดรับมือ เสือเหลือง จากเยอรมนีที่พวกเขาไล่ยิงไป 4-0 โดยทำสถิติยิงไปทั้งหมด 20 ประตูและเสีย 5 ลูกตลอด 6 เกม กลายเป็นที่ถูกจับตามองอีกครั้งหลังจากที่เคยสร้างเซอร์ไพรส์เข้าถึงรอบเซมิไฟนอลเมื่อปี 2018-2019 มาแล้ว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here