เราคงเคยเห็นอดีตนักฟุตบอลอย่าง ไมเคิ่ล โอเว่น หรือ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ ที่แม้จะเคยอยู่ในระดับที่เรียกว่าซูเปอร์สตาร์เพียงใด แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่ตกอับและหาสังกัดใหม่ไม่ได้
พวกเขาต้องอัดคลิปตัวเองโชว์การเรียกความฟิต หรือทำใบปลิวเพื่อโฆษณาศักยภาพของตัวเอง เพื่อดึงดูดให้แมวมองหรือสโมสรอื่นดึงตัวพวกเขาไปร่วมทีม แต่แท้จริงแล้วมีอีกทางหนึ่งที่นักฟุตบอลเหล่านี้อาจไม่ต้องเหนื่อยสู้ด้วยตัวเองคนเดียว เพราะหากคุณยังไม่มีสังกัด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาในอาชีพค้าแข้งของคุณกำลังนับถอยหลัง มีสถานที่แห่งหนึ่งที่อาจรอคุณอยู่ นั่นคือแคมป์พิเศษที่รวมนักเตะไร้สังกัดนั่นเอง


แคมป์ดังกล่าว เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1985 ในชื่อว่า AIC (Associazone Italiana Calciatori) นักฟุตบอลที่ไม่มีสังกัดและต้องมาเก็บตัวที่แคมป์เหล่านี้ มีบางส่วนที่โชคร้ายบาดเจ็บยาว และหมดสัญญากับต้นสังกัดเดิมพอดี และเมื่อหายเจ็บพวกเขาก็ไม่มีสถานที่ในการฟื้นฟูความฟิต หรือโชว์ฟอร์มในสนามเพื่อที่จะบอกกับตัวเองว่า “ฉันยังไหวอยู่นะ” ผู้ที่ดูแลนักเตะเหล่านี้เบื้องต้นคือ สหพันธ์ผู้เล่นฟุตบอลอาชีพ (FIFPro) ซึ่งแน่นอนว่า “นักเตะไร้สังกัด” ไม่ได้มีอยู่เพียงประเทศเดียว ฟิฟโปรจึงสนับสนุนให้เกิดแคมป์ในลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นมากที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเตะเหล่านี้
โครงสร้างพื้นฐานของแคมป์เหล่านี้ อย่างแรกคือพวกเขาต้องมีหัวหน้าผู้ฝึกสอน เพื่อดูแลนักกีฬา และโค้ชที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆเป็นพิเศษคอยดูแล เช่นในประเทศ เนเธอร์แลนด์ พวกเขามีทีมที่ชื่อว่า VVCS ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 มีอดีตนักฟุตบอลทีมชาติอย่าง จอห์น ฟาน โลเอ็น ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน และ ร็อบ ดรุปเปอร์ส อดีตนักวิ่งเหรียญเงินชิงแชมป์โลกระยะ 800 เมตรชาย รับหน้าที่เป็นโค้ชฟิตเนส ส่วนแคมป์ของสเปนที่ชื่อ AFE มีทั้ง โค้ชผู้รักษาประตู , แมวมอง , ฝ่ายดูแลชุดซ้อม , สื่อประจำแคมป์ , ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ , โภชนาการ และนักจิตวิทยา


ข้ามไปอีกฟากของโลก ในแวดวงกีฬาเบสบอลสหรัฐอเมริกา ก็มีการจัดแคมป์ในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน จากการสนับสนุนของสมาคมผู้เล่นในเมเจอร์ลีกเบสบอล (MLBPA) โดยจัดเตรียมทุกอย่างให้เหมือนกับสโมสรเบสบอลสโมสรหนึ่ง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
พวกเขานำเอาโค้ชระดับซูเปอร์สตาร์อาทิ ทอม กอร์ดอน อดีตพิทเชอร์ของแคนซัส ซิตี้ รอยัลส์ และ คริส แชมบลิส อดีตโค้ชทีมนิวยอร์ค แยงกี้ส์ นั่นทำให้นักกีฬายังรู้สึกเหมือนอยู่ในสโมสรระดับสูงที่จะดูแลพวกเขาได้ในช่วงเวลานั้น
การจัดโปรแกรมฝึกซ้อมของแคมป์ส่วนใหญ่แล้วมีอาหารและชุดแข่งให้ฟรี ส่วนจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ที่แตกต่างนั้น ก็แล้วแต่สหภาพแต่ละประเทศ อาทิทีม VVCS ของเนเธอร์แลนด์ มีจุดขายคือการเชิญทีมระดับอาชีพเข้ามาแข่งขันต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 5 ครั้ง โดยในปีล่าสุดพวกเขาเชิญทีมอย่าง โรด้า เจซี และ อันตัลยาสปอร์ ทีมในตุรกี ซูเปอร์ลีก มาลงฟาดแข้งด้วย
ส่วน AFE ของสเปน จุดเด่นของพวกเขาอยู่ที่การเปิดหลักสูตรสอนภาษา และการเตรียมตัวเองให้พร้อมรับหน้าที่อื่นในวงการฟุตบอลหากพวกเขาต้องแขวนสตั๊ดไปในอนาคตอีกด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างเตรียมพร้อมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมแคมป์ได้เจอกับสังกัดใหม่ แต่มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เนื่องจากแคมป์เหล่านี้มีจุดประสงค์ที่แท้จริงคือการหาสังกัดใหม่ให้กับนักกีฬา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องประชาสัมพันธ์ตัวเองออกไปสู่สาธารณชนให้ได้มากที่สุด แมวมองฝีมือดีจะเดินทางมารวมตัวกันที่แคมป์เหล่านี้ เพื่อสอดส่องหานักกีฬาที่พอมีแววหรือไปต่อได้ เข้ามาเป็นลูกค้า และทำหน้าที่หาสังกัดใหม่ให้


กีย์ รามอส ดาวเตะชาวเคปเวิร์ด เป็นนักเตะวัย 32 ปีคนหนึ่งที่เคยเล่นให้กับ โรด้า เจซี ในลีกของเนเธอร์แลนด์ เขาบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าเข่า ทำให้เขาต้องพักยาว 2 ปี และโดนโรด้า ยกเลิกสัญญา เขาต้องอยู่ในสถานะไร้สังกัดถึง 3 ปี ก่อนที่จะมาร่วมแคมป์ฟรีเอเยนต์ของทีม VVCS และได้เซ็นสัญญาย้ายไปร่วมทีม ชาบับ ริฟ อัล โฮซีม่า ในลีกของโมร็อกโกในที่สุด ซึ่งรามอส ออกมายอมรับว่า หากไม่มีทีม VVCS เขาคงไม่ได้สังกัดใหม่อย่างแน่นอน
แคมป์เหล่านี้ ยังต้องประชาสัมพันธ์สิ่งที่พวกเขากำลังทำผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้คนทั่วไป ซึ่งอาจรวมถึงสโมสรใดก็ได้บนโลก เห็นว่ายังมีนักกีฬาฝีเท้าดีกลุ่มหนึ่งที่รอสังกัดใหม่อยู่ ในแคมป์ของกีฬาเบสบอล โบ พอร์เตอร์ ผู้จัดการทีม จัดวิธีการฝึกซ้อมที่แตกต่างออกไป เขาจัดช่วงการซ้อมเอาไว้สองช่วงคือ ซ้อมแบบปิด และซ้อมแบบเปิด
พอร์เตอร์ มองว่า นักกีฬาต้องมีการฝึกซ้อมส่วนตัว และการซ้อมแบบปิดจะทำให้นักกีฬาทุกคนมีสมาธิ ไม่ต้องไปพะวงกับแมวมองที่เข้ามาชมกันเต็มขอบสนาม
จากนั้นจึงจัดช่วงเวลาให้มีการซ้อมแบบเปิดโดยเฉพาะ และช่วงนี้ที่จะมีการเชิญแมวมองหรือตัวแทนจากสโมสรต่างๆเข้ามาดูฟอร์มของนักกีฬาได้ตามอัธยาศัย แต่แน่นอนว่า จุดประสงค์หลักและเป้าหมายสูงสุดของแคมป์เหล่านี้คือการได้เห็นนักเตะได้เซ็นสัญญากับสโมสรใดสโมสรหนึ่งไม่ว่าจะเป็นทีมใดก็ตาม “ผมบอกกับนักกีฬาทุกคนว่า ผมไม่เคยขวางขัดสโมสรที่ต้องการดูนักกีฬาคนใดคนหนึ่ง ถ้าคุณต้องการมาเพื่อช่วยเหลือนักกีฬาคนนั้นให้เขาเล่นได้ดีขึ้น หรือมีสโมสรเซ็นสัญญา ผมจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ทำให้ความต้องการของทั้งสองฝั่ง ทั้งแมวมอง , สโมสร และผู้เล่น เป็นความจริง” พอร์เตอร์ว่า


สำหรับแมวมองบางคน ก็ตัดสินใจนำนักกีฬามาที่แคมป์แห่งนี้ อาทิ โจชัว คุสนิค ที่นำนักกีฬาสองคนมาฝึกซ้อมที่แคมป์ของ MLBA ที่เมืองบราเดนตัน รัฐฟลอริด้า เพื่อหาสโมสรใหม่ ซึ่งนักกีฬาบางคนก็มีเป้าหมายและวิธีการคิดที่แตกต่างกัน บางคนต้องการเพียงสโมสรใหม่ให้ยังได้เล่นต่อไป แต่บางคนก็ “เลือก” สโมสรใหม่ของตัวเอง โดยไม่ยอมย้ายไปเล่นในลีกที่เล็กกว่า
แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุสนิค ยอมรับว่า สิ่งที่นักกีฬาเหล่านี้ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือความไม่ประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่คุณมาถึงโค้งสุดท้ายของอาชีพแล้ว “แม้แคมป์นี้อาจให้โอกาสที่ดีกับพวกเขามากกว่า เพราะดูแลโดยสมาคมกีฬาเบสบอลโดยตรงผมบอกกับนักกีฬาของผมอยู่เสมอว่า ให้ประหยัดอดออมเอาไว้มากที่สุด เพราะเราไม่รู้เลยว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น” คุสนิค กล่าว
ฟุตบอลอังกฤษเองก็ไม่มีแคมป์ในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน พวกเขามองว่า ระบบลีกของพวกเขามีหลายระดับชั้นมาก จนต่อให้นักเตะคนนั้นไร้สังกัด ก็สามารถหาทีมได้ไม่ยาก เพราะพวกทีมนอกลีกหรือสมัครเล่นก็พร้อมจะอ้าแขนรับอยู่แล้ว
สมาคมนักฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ (PFA) ใช้วิธีเดียวกับเมเจอร์ลีกคือการประกาศชื่อนักเตะไร้สังกัดไว้บนเว็บไซต์ และรอให้มีทีมต่างๆเข้ามาสนใจและดึงตัวไปเอง แม้ฟังดูแล้วเราอยากจะให้มีแคมป์เหล่านี้อยู่ทั่วโลกสำหรับทุกกีฬาก็ตาม แต่ด้วยเงื่อนไขของผู้คุมกฎของแต่ละกีฬา และด้วยแนวความคิดที่ต่างกันออกไป ทำให้ในบางวงการ นักกีฬาจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเอง
แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ก็อยู่ที่ตัวนักกีฬาเองด้วยว่าจะมีจิตใจที่มุ่งมั่น แน่วแน่ ที่จะแหวกว่ายเอาตัวรอดเพื่อเป็นนักกีฬาอาชีพต่อไปมากแค่ไหน
เพราะถึงแม้จะมีแคมป์หรือไม่มีแคมป์ก็ตาม พวกเขาก็ต้องดูดีเสมอ เพื่อรอโอกาสใหม่ที่จะเข้ามาถึง ต้องสู้ในวันนี้ เพื่อโอกาสในวันหน้า เพราะถ้าคุณไม่สู้เลย ต่อให้มีแคมป์สุดหรูมาอยู่ตรงหน้า ก็คงไม่มีใครเข้ามาสนใจคุณ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here